logo

Welcome to Health Me Now

สุขภาพแข็งแรงและสุขภาพดี เป็นพื้นฐานสำคัญของการดูแลตัวเองสำหรับคนยุคใหม่ เพราะเมื่อเรามีสุขภาพแข็งแรงจะมีความพร้อมมากพอในการทำกิจกรรมต่างๆ ได้อย่างมีคุณภาพ.
a
Top

ประเทศไทยเป็น Medical Hub ในแถบอาเซียน

Health Me Now / ข่าวสุขภาพ  / ประเทศไทยเป็น Medical Hub ในแถบอาเซียน
ข่าวสุขภาพ อัพเดต สาธาณสุข

ประเทศไทยเป็น Medical Hub ในแถบอาเซียน

ประเทศไทยมีจุดเด่นเรื่องการท่องเที่ยว และเป็นที่หมายปองของนักท่องเที่ยวทั่วโลกโดยอุตสาหกรรมท่องเที่ยวมีการเติบโตของจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติอย่างต่อเนื่อง
ปี 2560 มีจำนวน 35 ล้านคน สร้างรายได้ 1.8 ล้านล้านบาท
ปี 2561 มีจำนวน 38 ล้านคน สร้างรายได้ 2 ล้านล้านบาทแต่จริงๆ แล้ว ยังมีอีกอุตสาหกรรมที่ประเทศไทยไม่แพ้ชาติใดในโลกและอุตสาหกรรมนี้ยังได้ประโยชน์จากการขยายตัวของภาคการท่องเที่ยวอีกด้วยอุตสาหกรรมนี้คือ Medical tourism หรือการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์
โดยคาดว่าปี 2561 มีผู้ป่วยต่างชาติมาใช้บริการ 3.4 ล้านครั้ง สร้างรายได้ให้ประเทศกว่า 1 แสนล้านบาทการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ คือการที่ผู้ป่วยชาวต่างชาติเดินทางมารักษาตัวในโรงพยาบาลของประเทศไทย พร้อมกับท่องเที่ยวไปในตัวจุดเริ่มต้นเป็นปี 2547 ที่รัฐบาลไทยได้พยายามผลักดันในเรื่อง Medical Tourismจนทำให้ไทยได้เป็นศูนย์กลางด้านการแพทย์ในอาเซียน หรือ Medical Hub ในปี 2557 แซงหน้าแชมป์เก่าอย่างสิงคโปร์ไปได้ (อ้างอิงนิตยสาร Forbes)ทำให้ธุรกิจต่างๆ อย่าง ธุรกิจสปา แพทย์แผนไทย โดยเฉพาะโรงพยาบาลเอกชนได้รับประโยชน์มีผู้ป่วยต่างชาตินิยมเข้ามารักษาตัวในประเทศไทย 
โดย 5 อันดับแรกคือ กลุ่มตะวันออกกลาง 12.5% เมียนมา 8.7% สหรัฐฯ 6.2% สหราชอาณาจักร 5% และญี่ปุ่น 4.9%เนื่องจากโรงพยาบาลเอกชนในประเทศไทย มีคุณภาพการบริการที่ดี 
และมีค่าบริการรักษาพยาบาลที่ถูกกว่าประเทศอื่นมาก ในระดับคุณภาพพอๆ กันที่สำคัญบุคลากรทางการแพทย์ของไทยมีทักษะและ ความสามารถเทียบเท่าประเทศพัฒนาแล้วอย่าง สิงคโปร์, ญี่ปุ่น และประเทศแถบยุโรป

โดยในประเทศไทยมีจำนวนโรงพยาบาลที่ได้รับมาตรฐาน JCI คือ โรงพยาบาลที่มีความเป็นเลิศในทุกมาตรฐาน เป็นจำนวน 64 โรงพยาบาล ครอบคลุมหลายจังหวัด เช่น กรุงเทพฯ ภูเก็ต ชลบุรี ขอนแก่น เชียงใหม่ ซึ่งเป็นจำนวนมากที่สุดในอาเซียน และอันดับ 4 ของโลกเรื่องทั้งหมดนี้ เลยทำให้ผู้ป่วยต่างชาติต้องการเข้ามารักษาตัวในไทยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆโดยเฉพาะชาวจีน ที่ในช่วงที่ผ่านมา มีความสนใจเข้ามาใช้บริการมากขึ้นเพราะว่าประเทศจีนมีแพทย์ไม่เพียงพอต่อความต้องการของคนในประเทศ
และยังมีระยะเวลาการรอคิวเข้ารักษาที่นานกว่าประเทศไทยเรื่องยังไม่จบเท่านี้บริษัทเทคโนโลยีอย่าง Airbnb และ Hotels.com ก็เข้ามาร่วมวงด้วย 
โดยเพิ่มบริการที่ช่วยค้นหาโรงพยาบาล และจัดหาที่พักอาศัยให้สำหรับผู้ป่วยต่างชาติโดยเฉพาะเราลองมาดูตัวอย่างผลประกอบการของโรงพยาบาลที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS
เป็นกลุ่มโรงพยาบาลที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย บริษัทมีโรงพยาบาลในเครือมากมาย 
ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มโรงพยาบาลกรุงเทพ, สมิติเวช, บีเอ็นเอช, พญาไท, เปาโล และรอยัล 
โรงพยาบาลรวมทั้งหมด 46 แห่ง มี 8,011 เตียง โดยมีสัดส่วนรายได้จากผู้ป่วยต่างชาติคิดเป็น 30%ปัจจุบันบริษัทมีมูลค่าตลาดอยู่ที่ 407,393 ล้านบาท
ปี 2559 มีรายได้ 70,496 ล้านบาท กำไร 8,386 ล้านบาท
ปี 2560 มีรายได้ 77,137 ล้านบาท กำไร 10,216 ล้านบาท
ปี 2561 มีรายได้ 81,097 ล้านบาท กำไร 9,191 ล้านบาทบริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BH
ถือเป็นโรงพยาบาลที่มีชื่อเสียงอันดับต้นๆ ของประเทศไทย 
มี 580 เตียง โดยสัดส่วนรายได้มากถึง 66% เป็นของผู้ป่วยต่างชาติปัจจุบันบริษัทมีมูลค่าตลาดอยู่ที่ 124,632 ล้านบาท
ปี 2559 มีรายได้ 18,128 ล้านบาท กำไร 3,626 ล้านบาท
ปี 2560 มีรายได้ 18,530 ล้านบาท กำไร 3,944 ล้านบาท
ปี 2561 มีรายได้ 18,541 ล้านบาท กำไร 4,152 ล้านบาทจะเห็นว่าผู้ป่วยต่างชาติมีความสำคัญต่อรายได้ของโรงพยาบาลเหล่านี้พอสมควรดังนั้นด้วยชื่อเสียงของโรงพยาบาลเอกชนไทยที่ต่างชาติยอมรับ บวกกับแนมโน้มสังคมผู้สูงอายุ

[Total: 7 Average: 4.9]

No Comments

Leave a Reply