logo

Welcome to Health Me Now

สุขภาพแข็งแรงและสุขภาพดี เป็นพื้นฐานสำคัญของการดูแลตัวเองสำหรับคนยุคใหม่ เพราะเมื่อเรามีสุขภาพแข็งแรงจะมีความพร้อมมากพอในการทำกิจกรรมต่างๆ ได้อย่างมีคุณภาพ.
a
Top

COVID-19: รู้ไว้ใช่ว่า Omicron-Like สายพันธุ์ย่อยของ Omicron คืออะไร

Health Me Now / ข่าวสุขภาพ  / COVID-19: รู้ไว้ใช่ว่า Omicron-Like สายพันธุ์ย่อยของ Omicron คืออะไร
4 เครื่องวัดอุณหภูมิร่างกาย ไอเทมยอดฮิตประจำปี covid-19 คือ รักษา วัคซีน โอไมครอน โควิด เดลต้า

COVID-19: รู้ไว้ใช่ว่า Omicron-Like สายพันธุ์ย่อยของ Omicron คืออะไร

Omicron-Like คืออะไร ทำไมจึงเรียกว่าเป็นสายพันธุ์ล่องหน หลังจากที่กระทรวงสาธารณสุขออสเตรเลียรายงานผู้ป่วยโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอนรายใหม่เมื่อวันที่ 8 ธ.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งทราบภายหลังจากการตรวจเชิงลึกว่า ผู้ป่วยสัญชาติแอฟริกาใต้รายหนึ่งติดเชื้อที่มีรหัสพันธุกรรมแตกต่างจากโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอนเดิม แต่ยังมีความใกล้เคียงกันอยู่ จึงตั้งชื่อเบื้องต้นว่า สายพันธุ์คล้ายคลึงโอไมครอน หรือ โอไมครอน-ไลก์ (Omicron-Like) ตามรายงานของ Bloomberg

ด้านเว็บไซต์ The Guardian รายงานว่าในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมามีการตรวจพบไวรัสดังกล่าวแล้วอย่างน้อย 7 เคสจากตัวอย่างเชื้อจากแอฟริกาใต้ ออสเตรเลีย และแคนาดา

นักวิจัยจึงได้แยกย่อยโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอนหรือ B.1.1.529 ออกเป็น BA.1 ซึ่งคือโอไมครอนดั้งเดิม และ BA.2 หรือโอไมครอน-ไลก์

โอไมครอน-ไลก์ คืออะไร?

The Guardian ระบุว่ามันคือ “โอไมครอนเวอร์ชันล่องหน” เนื่องจากมีลักษณะบางอย่างที่ไม่เหมือนกับโอไมครอนดั้งเดิม นั่นคือไม่มีการเปลี่ยนแปลงพันธุกรรมที่ Spike Gene ที่เรียกว่า S-Gene Drop Out ทำให้ตรวจระบุสายพันธุ์ของเชื้อได้ยากขึ้น แม้ว่าจะตรวจหาเชื้อแบบ PCR

รายงานอธิบายว่า การตรวจหาเชื้อแบบ PCR โดยปกติแล้วจะพุ่งเป้าไปที่ยีน 3 ส่วน หนึ่งในนั้นคือ S Gene แต่หากเป็นสายพันธุ์โอไมครอนดั้งเดิม รวมถึงสายพันธุ์อัลฟา จะตรวจไม่เจอยีนตัวนี้ ซึ่งเป็นลักษณะเด่นที่ทำให้สามารถระบุสายพันธุ์ของเชื้อได้

แต่หากเป็น BA.2 ซึ่งไม่มีการเปลี่ยนแปลงในส่วนนี้ ทำให้อาจถูกระบุว่าเป็นสายพันธุ์เดลตา หรือเบตา จึงเป็นที่มาของชื่อไวรัสล่องหน เพราะสามารถตีเนียนไปกับสายพันธุ์อื่นได้

ขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะสามารถสรุปได้ว่าโอไมครอน-ไลก์ หรือ BA.2 มีพฤติกรรมและวิธีการแพร่เชื้อเหมือนหรือต่างจากโอไมครอนดั้งเดิมอย่างไร แต่ด้วยความที่มีรหัสพันธุกรรมที่ค่อนข้างแตกต่างกัน นักวิจัยจึงคาดว่าไวรัสทั้งสองอาจมีพฤติกรรมบางอย่างที่ไม่เหมือนกัน

ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนกังวลว่าหากโอไมครอน-ไลก์มีศักภาพในการแพร่เชื้ออย่างรวดเร็ว ก็มีสิทธิ์ที่จะกลายเป็นโควิด-19 สายพันธุ์ที่น่ากังวลอีกตัวหนึ่ง

ผู้เชี่ยวชาญกำลังจับตาสถานการณ์การแพร่ระบาดของทั้งโอไมครอนและโอไมครอน-ไลก์ ซึ่งยังไม่ชัดเจนว่าศักยภาพในการแพร่เชื้อของไวรัสเป็นอย่างไร ส่งผลให้เกิดอาการป่วยรุนแรงหรือไม่ และสามารถหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันได้มากหรือน้อยเพียงใด

อย่างไรก็ตาม นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ยืนยันว่า โอไมครอน-ไลก์ หรือ BA.2 ไม่สามารถตีเนียนหลอกชุดตรวจได้ เนื่องจากขณะนี้มีการตรวจจำเพาะเจาะจงยีนหลายตำแหน่ง แต่หากในอนาคตมีการกลายพันธุ์มากไปกว่านี้ก็จะต้องพิจารณาปรับสูตรการตรวจเชื้อใหม่ พร้อมขอให้ประชาชนอย่าวิตกกังวล

รัฐควีนส์แลนด์ของออสเตรเลียพบเชื้อสายโอมิครอนใหม่ในผู้ที่เดินทางมาจากแอฟริกาใต้ ไปยังเมือง Cairns ผ่านทางซิดนีย์ เข้าสู่สถานที่กักตัว เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ซึ่งในขณะนี้เรียกว่า “Omicron-like” เนื่องจากในขณะนี้พบว่า มียีนบางส่วนที่ต่างไปจากสายพันธุ์โอมิครอนเดิม ราวครึ่งหนึ่งของสายพันธุ์โอมิครอนปรกติทั่วไป

ออสเตรเลีย เร่งตรวจสอบโควิด-19 สายพันธุ์คล้ายโอมิครอน (Omicron-like)

โดยในเชื้อของ Omicron-like นี้มีความคล้ายคลึงกับสายพันธุ์โอมิครอนที่พบก่อนหน้านี้ในออสเตรเลีย แต่มีความแตกต่างในยีนบางส่วน ซึ่งมากพอที่อาจจะสร้างความสับสนให้กับนักวิทยาศาสตร์ที่ตรวจสอบสายพันธุ์ได้

ซึ่งในสายพันธุ์โอมิครอนทั่วไปนั้น มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างโปรตีนหนามจำนวน 32 ตำแหน่ง เมื่อเทียบกับสายพันธุ์ดั้งเดิมที่พบครั้งแรกในเมืองฮู่อั่น แต่ตัวของ Omicron-like นี้พบว่า มันมีการเปลี่ยนแปลงของโปรตีนนามใน 14 ตำแหน่งเท่านั้น

แม้ว่าใน 14 ตำแหน่งของการกลายพันธุ์ที่พบใน Omicron-like นี้ จะเพียงพอให้เราสามารถตรวจพบได้ แต่สิ่งที่น่ากังวลคือ ผลที่อาจจะเกิดขึ้นจากการกลายพันธุ์ที่ไม่เหมือนกันต่อประสิทธิภาพวัคซีน หรือความรุนแรงของโรคได้เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้ ยังคงต้องใช้เวลาในการตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้งหนึ่งว่า สายพันธุ์โอมิครอน กับ Omicron-like ที่พบใหม่นี้ จะมีความเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร หรืออาจจะเป็นสายพันธุ์ย่อยของโอมิครอนหรือไม่

นอกจากนี้ ความแตกต่างอีกอย่างหนึ่งนั่นคือ อาจจะทำให้เกิด “S-gene dropout” หรือผลลบปลอมในการตรวจ PCR ในส่วนของ S gene จากการที่ Omicron-like ไม่มีโปรตีหนามดังกล่าว ทำให้การตรวจหาเชื้อในสายพันธุ์โอมิครอน ทำได้ยากขึ้นได้นั่นเอง แม้ว่าในขณะนี้ ยังไม่พบว่า จะเกิด S-gene dropout ขึ้นก็ตาม

[Total: 1 Average: 5]

No Comments

Leave a Reply