logo

Welcome to Health Me Now

สุขภาพแข็งแรงและสุขภาพดี เป็นพื้นฐานสำคัญของการดูแลตัวเองสำหรับคนยุคใหม่ เพราะเมื่อเรามีสุขภาพแข็งแรงจะมีความพร้อมมากพอในการทำกิจกรรมต่างๆ ได้อย่างมีคุณภาพ.
a
Top

หลอดอาหารอักเสบ (Esophagitis)

Health Me Now / โรคภัยไข้เจ็บ  / ทางเดินอาหาร / หลอดอาหารอักเสบ (Esophagitis)

หลอดอาหารอักเสบ (Esophagitis) คืออาการอักเสบหรือระคายเคืองของเยื่อบุหลอดอาหาร ซึ่งเป็นท่อที่นำอาหารจากปากไปสู่กระเพาะอาหาร มักมีสาเหตุมาจากกรดไหลย้อน โรคภูมิแพ้ ผลข้างเคียงจากการใช้ยาบางชนิด และการติดเชื้อ 

ผู้ที่เป็นหลอดอาหารอักเสบ จะมีอาการดังนี้:

หากไม่ได้รับการรักษาจะทำเกิดแผลในหลอดอาหาร เกิดการตีบตันในหลอดอาหาร ซึ่งถือเป็นเรื่องร้ายแรงและต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน

การรักษาหลอดอาหารอักเสบจะแตกต่างกันไปตามสาเหตุ หากรู้สาเหตุที่แท้จริงจะทำให้รักษาได้ตรงจุดและหายเร็วขึ้น หากรักษาได้เหมาะสมและตรงจุดมักจะมีอาการดีขึ้นภายใน 2-4 สัปดาห์ ส่วนผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกันหรือติดเชื้ออาจจะใช้เวลาในการฟื้นตัวยาวนานขึ้น

สาเหตุ หลอดอาหารอักเสบ

หลอดอาหารอักเสบเกิดขึ้นได้จากปัจจัยและภาวะทางสุขภาพบางอย่าง โดยมีสาเหตุหลัก ๆ ดังต่อไปนี้

กรดไหลย้อน คือภาวะที่กรดหรือน้ำย่อยในกระเพาะอาหารไหลย้อนกลับสู่หลอดอาหารบ่อยครั้ง อันเนื่องมาจาการทำงานที่ผิดปกติของกล้ามเนื้อหูรูดบริเวณส่วนปลายของหลอดอาหาร ทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรังและการระคายเคืองหลอดอาหาร 

โรคภูมิแพ้ เมื่อร่างกายมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อสารก่อภูมิแพ้มากเกินไปอาจทำให้เม็ดเลือดขาวชนิดอีโอซิโนฟิลในกระเพาะอาหารถูกผลิตออกมาในปริมาณมาก ส่งผลให้หลอดอาหารเกิดการอักเสบได้ โดยหลอดอาหารอักเสบประเภทนี้อาจถูกกระตุ้นจากอาหารชนิดต่าง ๆ เช่น นม ไข่ ข้าวสาลี ถั่วเหลือง ถั่วลิสง หอย เนื้อวัว เป็นต้น รวมไปถึงการสูดดมเกสรดอกไม้ด้วย

การใช้ยา ผู้ป่วยที่รับประทานยาบางชนิดโดยไม่ได้ดื่มน้ำตามหรือดื่มน้ำเพียงเล็กน้อยอาจส่งผลให้ตัวยาอยู่ภายในหลอดอาหารนานจนเกินไป จนเกิดการอักเสบขึ้นมา ยกตัวอย่างเช่น ยาแก้ปวดอย่างแอสไพรินหรือไอบูโพรเฟน ยาปฏิชีวนะ โพแทสเซียมคลอไรด์ ยาบิสฟอตโฟเนต และยาควินิดีน เป็นต้น

การติดเชื้อ เป็นสาเหตุของหลอดอาหารอักเสบที่พบได้น้อย เกิดขึ้นจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส เชื้อรา หรือปรสิตในเนื้อเยื่อของหลอดอาหาร ในผู้ป่วยที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ ผู้ป่วยโรคเบาหวาน โรคมะเร็ง และผู้ป่วยที่ใช้ยาสเตียรอยด์หรือยาปฏิชีวนะเป็นระยะเวลานาน อาจพบเชื้อราแคนดิดาภายในช่องปากได้

อาการ หลอดอาหารอักเสบ

คนที่เป็นหลอดอาหารอักเสบจะมีอาการดังนี้:

  • กลืนอาหารลำบาก
  • รู้สึกเจ็บคอเวลากลืนอาหารหรือน้ำ (odynophagia)
  • เจ็บคอ
  • เสียงแหบ
  • ปวดแสบที่กลางอก (heartburn)
  • มีกรดไหลย้อน
  • เจ็บหน้าอก (รู้สึกเจ็บมากขึ้นเวลาทานอาหาร)
  • คลื่นไส้ 
  • อาเจียน
  • เจ็บลิ้นปี่
  • เบื่ออาหาร
  • ไอ

หากอาการนี้เกิดในเด็กเล็กจะทำให้กลืนนมลำบาก และหากมีอาการดังต่อไปนี้ ควรปรึกษาแพทย์:

  • หายใจถี่ หรือเจ็บหน้าอก โดยเฉพาะหากเกิดอาการในช่วงเวลาที่ไม่ใช่มื้ออาหาร
  • มีอาการต่อเนื่องเกิน 2-3 วัน
  • อาการรุนแรงจนทำให้รู้สึกรับประทานอาหารลำบาก
  • ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อหรือมีไข้

หากมีอาการดังต่อไปนี้ ให้ไปพบแทพย์ทันที:

  • เจ็บหน้าอกนานเกิน 2-3 นาที โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมีประวัติเกี่ยวกับโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง หรือโรคเบาหวาน
  • รู้สึกว่ามีอาหารติดอยู่ในหลอดอาหาร
  • ไม่สามารถดื่มน้ำได้เลยแม้แค่จิบเพียงเล็กน้อย

การรักษา หลอดอาหารอักเสบ

การรักษาหลอดอาหารอักเสบจะมีความแตกต่างตามสาเหตุของอาการ ซึ่งวิธีการรักษามีดังนี้:

  • ใช้ยาต้านไวรัส
  • ใช้ยาต้านเชื้อรา
  • ใช้ยาลดกรด
  • ใช้ยาแก้ปวด
  • ใช้ยาสเตียรอยด์ในช่องปาก
  • ใช้ยาที่มีฤทธิ์ขัดขวางการสร้างกรดในกระเพาะอาหาร (proton pump inhibitors)

หากแพ้อาหาร ต้องแน่ใจว่าไม่มีสิ่งที่ทำให้แพ้อยู่ในอาหารที่รับประทาน ซึ่งอาหารลำดับต้นๆ ที่คนส่วนใหญ่มักจะแพ้  มีดังต่อไปนี้:

  • นม
  • ถั่วเหลือง
  • ไข่
  • ข้าวสาลี
  • ถั่วลิสง 
  • ถั่วเปลือกแข็ง (tree nuts) – หมายถึงเมล็ด (nut) แห้งจากพืชยืนต้น ใช้บริโภคเป็นอาหารด้วยการคั่ว ทอด หรือนำมาใช้ประกอบเป็นส่วนหนึ่งของอาหาร เช่น อัลมอนด์ เมล็ดมะม่วงหิมพานต์ เป็นต้น
  • อาหารทะเลเปลือกแข็ง

สามารถบรรเทาอาการหลอดอาหารอักเสบด้วยการหลีกเลี่ยงอาหารรสจัด เครื่องดื่มหรืออาหารที่เป็นกรด เช่น น้ำอัดลม อาหารแข็ง เคี้ยวอาหารให้ละเอียดก่อนกลืน หรือขอคำแนะนำเรื่องอาหารที่เหมาะสมจากแพทย์ หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 

หากพบว่าหลอดอาหารแคบเกินไปจนเป็นสาเหตุทำให้อาหารติดค้างในหลอดอาหาร อาจมีความจำเป็นต้องทำการขยายหลอดอาหาร

หากอาการเหล่านี้ เป็นผลมาจากการใช้ยา เราควรต้องดื่มน้ำตามมากๆ เปลี่ยนมาใช้ยาชนิดน้ำแทนยาเม็ด หรือลองใช้ยาอื่นแทน และไม่ควรนอนหรือเอนลำตัวราบไปกับพื้นทันที ควรรอให้เกิน 30 นาที ภายหลังรับประทานยาชนิดเม็ด

[Total: 0 Average: 0]