logo

Welcome to Health Me Now

สุขภาพแข็งแรงและสุขภาพดี เป็นพื้นฐานสำคัญของการดูแลตัวเองสำหรับคนยุคใหม่ เพราะเมื่อเรามีสุขภาพแข็งแรงจะมีความพร้อมมากพอในการทำกิจกรรมต่างๆ ได้อย่างมีคุณภาพ.
a
Top

COVID-19: เปรียบเทียบ Rapid Antigen Test กับ Rapid Antibody Test

Health Me Now / ข่าวสุขภาพ  / COVID-19: เปรียบเทียบ Rapid Antigen Test กับ Rapid Antibody Test
ข่าวสุขภาพ อัพเดต สาธาณสุข

COVID-19: เปรียบเทียบ Rapid Antigen Test กับ Rapid Antibody Test

ชวนรู้ “Rapid Antigen Test” แตกต่างกับตรวจ “Antibody” พร้อมอัพเดทล่าสุด สธ. ปรับชุดตรวจเป็น “Antigen Test Kit” ให้ประชาชนใช้ “ตรวจโควิด” เองได้ง่าย ระยะแรกให้ไปตรวจที่สถานพยาบาลก่อน แต่คาดว่าจะวางขายได้ในสัปดาห์หน้า

จากกรณีที่กระทรวงสาธารณสุข ประชุมหารือในประเด็นปลดล็อก ชุด Rapid Antigen Test เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้ตรวจโควิด-19 ได้ด้วยตัวเองนั้น ล่าสุด.. เมื่อช่วงบ่ายวันนี้ (12 ก.ค.) ที่ประชุมกระทรวงสาธารณสุข ได้แถลงว่ากำลังดำเนินการเรื่อง “Antigen Test Kit” ให้ประชาชนใช้ตรวจเองได้แล้ว แต่ช่วงแรกนี้ ให้ไปรับการตรวจตามสถานพยาบาลใกล้บ้านก่อน ส่วนระยะต่อไปคาดว่าในสัปดาห์หน้าจะวางขายตามร้านขายยาได้

โดย นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ที่ประชุมพิจารณาเห็นว่าต้องนำ “Rapid Antigen Test” ในปัจจุบันซึ่งสำหรับให้บุคลากรทางการแพทย์ใช้ นำมาปรับให้เป็นรูปแบบ “Antigen Test Kit” หรือ ATK เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้งานเองได้ง่าย ต่อไปนี้จะเรียกว่าเป็น Antigen Test Kit เท่านั้น เพื่อป้องกันการสับสน

สธ.เคาะปลดล็อกแล้ว แต่เชื่อว่าหลายคนอาจยังสับสนเกี่ยวกับการตรวจ “Antigen” กับการตรวจ “Antibody” ซึ่งเป็นการตรวจคนละอย่างกัน แล้วต่างกันยังไง? 

“Rapid Antigen Test” ไม่เท่ากับ “Rapid Antibody Test”

มีข้อมูลจาก อย. ระบุว่า “Rapid Test” คือชุดทดสอบอย่างง่าย และรวดเร็ว เป็นการตรวจคัดกรองเบื้องต้นเพื่อตรวจหาเชื้อไวรัสโรคโควิด-19 และภูมิคุ้มกัน ก่อนเข้ากระบวนการตรวจชนิดยืนยันผล (RT-PCR) จากห้องปฎิบัติการ ซึ่งมี 2 แบบ คือ

1. แบบ Antigen หรือ Rapid Antigen Test เป็นชุดตรวจที่ทราบผลเร็ว ภายใน 15 – 30 นาที ใช้ตรวจหาตัวเชื้อไวรัสโควิด เหมาะสำหรับการประเมินความชุกและการติดเชื้อเบื้องต้น (สธ.เคาะให้ใช้แบบนี้ตรวจได้เองได้แล้ว ภายในสัปดาห์หน้า) โดยตรวจผ่านการเก็บตัวอย่างด้วยการแยงจมูก ช่องคอ หรือน้ำลาย เหมือนกับการตรวจด้วยวิธี RT-PCR ซึ่งการตรวจหาเชื้อไวรัส (Antigen) ต้องรับเชื้อมาแล้ว 5 – 14 วัน ถึงจะตรวจได้ผลที่แม่นยำ

2. แบบ Antibody หรือ Rapid Antibody Test ใช้ตรวจหาภูมิคุ้มกันหรือภูมิต้านทาน ซึ่งจะตรวจพบภูมิคุ้มกัน ต่อเชื้อได้ในวันที่ 10 เป็นต้นไป ตรวจโดยการเจาะเลือดที่ปลายนิ้วหรือท้องแขน

มีข้อมูลจาก นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ระบุว่า ชุดตรวจที่นำมาใช้ในกรณีนี้ เป็นการตรวจ Antigen คือ ตรวจตัวไวรัสหรือองค์ประกอบไวรัส ไม่ใช่การตรวจ Antibody ที่เป็นภูมิคุ้มกันหรือภูมิต้านทาน โดยจะไม่นำการตรวจแอนติบอดีมาใช้ช่วงนี้ เพราะกว่าที่ภูมิต้านทานจะขึ้นใช้เวลานาน และภูมิต้านทานที่เกิดขึ้นอาจมาจากการได้รับวัคซีน ทำให้ไม่สามารถแยกผู่ป่วยจริงได้  

สธ. ปรับ “Rapid Antigen Test” ให้เป็น “Antigen Test Kit”

นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า จากการหารือในที่ประชุมเห็นว่าต้องนำ “Rapid Antigen Test” ในปัจจุบันซึ่งสำหรับให้บุคลากรทางการแพทย์ใช้ นำมาปรับให้เป็นรูปแบบ “Antigen Test Kit” (ATK) เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้งานเองได้ง่าย

ในระยะแรกใช้ในสถานพยาบาลก่อน คลินิกเอกชนใกล้บ้าน คลินิกชุมชน ประชาชนสามารถไปขอใช้บริการได้ก่อน ส่วนในระยะต่อไป จะปรับปรุงชุดตรวจให้สามารถใช้ตรวจเองได้ง่ายๆ คาดว่าในสัปดาห์หน้า จะวางขายตามร้านขายยาได้ โดยให้เภสัชกรในร้านขายยาได้เตรียมพร้อมการแนะนำถึงวิธีการใช้

ด้าน นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ อธิบายเพิ่มเติมว่า Antigen Test Kit (ATK) ปรับใหม่จากชุดตรวจเดิมที่ต้องทำการตรวจแพทย์ แต่ตัวนี้ปรับวิธีการตรวจให้ใช้ง่ายขึ้น ซึ่งการ “ตรวจโควิด” ด้วยชุดตรวจอันนี้เป็นการคัดกรองเบื้องต้นเท่านั้น เพื่อแก้ปัญหาการตรวจแบบ RT-PCR ที่ต้องเข้าคิวนาน

แต่ทั้งนี้ หากผู้ป่วยที่มีอาการมากๆ แนะนำให้ไปตรวจ RT PCR เลยทีเดียว แต่ถ้าไม่มีอาการแต่สงสัยว่าสัมผัสกลุ่มเสี่ยงก็ให้ตรวจด้วยชุดนี้ได้

มีคำแนะนำเพิ่มเติม คือ หากสงสัยว่ามีโอกาสติดเชื้อ แต่ไม่มีอาการใดๆเลย เบื้องต้นให้ไปที่คลินิกใกล้บ้านได้ เพื่อขอตรวจหาเชื้อด้วยชุดตรวจแบบ Antigen นี้ ทางคลินิคจะตรวจให้ก่อนได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย (ส่วนสัปดาห์หน้าที่จะเริ่มวางจำหน่ายให้ประชาชนซื้อเองนั้น คาดว่าราคากลางไม่แพง)

หากพบว่าผลเป็น “ลบ” แปลว่าอาจยังมีเชื้อไม่มากพอก็อาจจะตรวจไม่เจอ ก็อาจจะต้องมีการตรวจซ้ำ 3-5 วัน ในกรณีไม่มีอาการ แต่ถ้ามีอาการป่วยร่วมด้วย และสงสัยว่าติดเชื้อ หากตรวจครั้งแรกแล้วผลเป็นลบ ก็ให้ตรวจซ้ำได้เลย

หากพบว่าผลเป็น “บวก” ให้รีบแจ้งศูนย์บริการสาธารณสุข กทม. หรือคลินิกชุมชนใกล้บ้าน เพื่อให้เขาดำเนินการต่อในการส่งตัวเข้าระบบการดูแลรักษา ระหว่างรอ แม้ไม่มีอาการป่วยก็ต้องกักตัวเอง ป้องกันการแพร่เชื้อ แต่ถ้ามีอาการไม่ดี ต้องเร่งประสานหาเตียงและนำส่งไปที่โรงพยาบาล

[Total: 1 Average: 5]

No Comments

Leave a Reply