logo

Welcome to Health Me Now

สุขภาพแข็งแรงและสุขภาพดี เป็นพื้นฐานสำคัญของการดูแลตัวเองสำหรับคนยุคใหม่ เพราะเมื่อเรามีสุขภาพแข็งแรงจะมีความพร้อมมากพอในการทำกิจกรรมต่างๆ ได้อย่างมีคุณภาพ.
a
Top

การตรวจจอประสาทตาด้วยเครื่องส่องดูตา (Ophthalmoscopy)

Health Me Now / การตรวจวินิจฉัย  / การตรวจหน้าที่เฉพาะของอวัยวะต่างๆ / การตรวจจอประสาทตาด้วยเครื่องส่องดูตา (Ophthalmoscopy)

การตรวจจอประสาทด้วยเครื่องส่องดูตา (ophthalmoscopy) เป็นการตรวจโดยใช้กล้องส่องขยายดูหลอดเลือดและเนื้อเยื่อเส้นประสาทบริเวณฐาน (fundus) ของลูกตา ประกอบด้วย ออพติค ดิสค์ (optic disc) หรือจุดบอด คือบริเวณที่ปรากฏบนเรตินาหรือจอประสาทตา ซึ่งเมื่อแสงไฟกระทบตา ณ บริเวณนี้ จะทำให้ไม่สามารถเห็นภาพได้เนื่องจากเป็นทางออกของเส้นเลือดและเส้นประสาท จึงไม่มีเซลล์รับแสงปรากฏอยู่ เส้นเลือดของจอประสาทตา (retinal vessel) จุดสีเหลือง (yellow spot) ซึ่งเป็นจอตาที่อยู่บริเวณหลังสุดจองจอตา เป็นส่วนที่มีจำนวนเซลล์ cone  cell (macula) และเรตินา (retina) การตรวจนี้หากพบสิ่งผิดปกติอาจทำการถ่ายภาพจอตาโดยวิธีฉีดสี (fluorescein angiography) ด้วย

วัตถุประสงค์
เพื่อประเมินความผิดปกติของลูกตา

การเตรียมผู้ป่วย

  • บอกผู้ป่วยว่าการตรวจนี้เป็นการตรวจดูด้านหลังของลูกตา
  • บอกว่าใครจะเป็นผู้ตรวจ สถานที่ตรวจ และตรวจนานเท่าไหร่
  • แนะนำถึงการตรวจว่าอาจต้องหยอดตาเพื่อขยายรูม่านตาให้เห็นได้ชัดเจนขึ้นแต่จะไม่รู้สึกอย่างไร
  • เพื่อหยอดยาขยายม่านตาก่อนหยอดยาให้ซักประวัติการแพ้ยาขยายม่านตา (mydriatics) หรือประวัติเคยมีต้อหินชนิดมุมระบายน้ำโดยรอบโคนม่านตาเป็นแบบมุมแคบ (narrow – angle glaucoma) หรือเปล่า

การตรวจและการดูแลหลังตรวจ

  1. จัดให้ผู้ป่วยนั่งเก้าอี้ วางเท้าทั้งสองข้างที่พื้น และอยู่ในท่าคางและศีรษะส่วนหน้าไว้บนที่พักตาง ห้องตรวจมีไฟสลัว เพื่อควบคุมรีเฟล็กซ์ที่ไม่สม่ำเสมอ ที่มีต่อการตรวจ
  2. ผู้ตรวจนั่งห่างจากผู้ป่วยค่อนไปทางขวาประมาณ 2 ฟุต เริ่มตรวจตาขวาก่อน ผู้ตรวจจะถือกล้องส่องตาไว้ที่มือขวาอยู่ด้านหน้าตาขวาของผู้ตรวจ โดยใช้นิ้วมือปรับทีละน้อยเพื่อเลือกดูความแตกต่างของเลนส์อย่างรวดเร็ว
  3. ขณะที่นั่งเยื้องไปทางขวาของผู้ป่วยเล็กน้อย วางปลายนิ้วชี้ของผู้ตรวจไว้บนเลนส์เพื่อหมุนเลือกดูการเปลี่ยนแปลงของเลนส์ตาอย่างรวดเร็ว
  4. ควรปรับตัวเลขที่หมุนไปที่เลขศูนย์และบอกให้ผู้ป่วยมองตรงไปข้างหน้า ประมาณ 20 ฟุต
  5. ผู้ตรวจอยู่ด้านขวาของผู้ป่วย ผู้ตรวจเคลื่อนไปข้างหน้าจนกระทั่งอยู่ห่างผู้ป่วยประมาณ 6 นิ้ว แล้วส่องแสงตรงไปที่รูม่านตาและมองดูแสงสะท้อนแสงจากจอประสาทตา (red reflex) จากจอประสาทตา (fundus) ซึ่งเห็นได้โดยไม่ต้องขยายแล้วโฟกัส (focuses)ไปที่ออพติคดิสค์ (optic disk) ซึ่งเป็นส่วนหัวของเส้นประสาทสังเกตดูขนาด รูปร่าง และสี
  6. ต่อไปผู้ตรวจมองดูจุดขาวตรงกลางที่เป็นแอ่งเว้าในออพติคดิสค์ สังเกตหลอดเลือดที่เลี้ยงเรตินาว่าโผล่ออกมาจากดิสค์หรือเปล่า
  7. ตอนสุดท้าย ผู้ตรวจโพกัสไปที่แมคูลาสีค่อนข้างเหลืองเป็นแอ่งเล็กน้อยอยู่ ตรงกลางของออพติคดิสค์ และตรงกลางเป็นโฟเวีย (fovea) หรือจุดดวงเหลือง เป็นแอ่งเล็ก ๆ บริเวณจอตา ผู้ตรวจบอกให้ผู้ป่วยมองขึ้นบน ลงล่าง และมองไปด้านข้าง เพื่อตรวจดูหลอดเลือดส่วนปลาย แล้วตรวจดูเรตินาส่วนล่าง ส่วนบน ส่วนหางตาและจมูกตามลำดับ
  8. ตรวจตาข้างซ้ายเช่นเดียวกับข้างขวา โดยผู้ตรวจจะค่อย ๆ ย้ายไปอยู่ข้างซ้ายและถือเครื่องตรวจจอตา (pohthalmoscope) ไว้ในมือซ้าย และอยู่หน้าของตาซ้ายของผู้ตรวจ

ข้อควรระวัง
อย่าหยอดยาขยายรูม่านตาในผู้ป่วยที่มีประวัติแพ้ยา  หรือมีต้อหินชนิดมุมปิด (angle – closure glaucoma)

ผลการตรวจที่เป็นปกติ
              ด้วยลำแสงของไฟจากล้องออพธัลโมสโคปส่งตรงไปที่ม่านตาของผู้ป่วยจะเห็นการหดตัวของรูเปิดเล็ก ๆ ของม่านตา เห็นออพตอคดิสค์เป็นสีชมพู มีขอบมืดกว่า มีรูปร่างเหมือนถ้วย ตรงกลางของออพติคดิสค์ซีด ขนาดไม่แน่นอน โดยที่ขนาดจะใหญ่ กว่าในผู้ป่วยสายตาสั้น (myopia) และขนาดเล็กกว่าในผู้ป่วยตาเหล่ลง (hypertopia)

เห็นเรตินามีลักษณะกึ่งโปร่งใสอยู่รอบ ๆ ออพติคดิสค์ มีแขนงออกจากดิสค์คือเส้นเลือดที่มาเลี้ยงเรตินา (retinal vessels) รวมทั้งหลอดเลือดดำและหลอดเลือดแดงฝอยที่เล็กกว่า หลอดเลือดแดงจะมีสีแดงปานกลาง ส่วนหลอดเลือดดำจะเห็นเป็นสีแดงคล้ำหรือน้ำเงิน

ส่วนของแมคูลาเป็นส่วนที่ดำมืดมากที่สุดของเรตินา บริเวณตรงกลางเป็นจุดดำมืดเล็ก ๆ เรียกว่า โฟเวีย (fovea) เมื่อมีการหดตัวเล็กน้อยแสงสามารถส่องเข้าไปเห็นโฟเวีย

 ไม่พบหรือมีปฏิกิริยาต่อแสงเล็กน้อย  เนื่องจากมีรอยโรคที่กระจกตาและน้ำหรือวุ้นในลูกตาขุ่น เช่น มีเลือดออกในลูกตา มีต้อกระจก (cataracts) หรือมีความผิดปกติของเรตินา น้ำวุ้นลูกตาขุ่น อาจมีสาเหตุจากมีการอักเสบของจานแสง (optic disk) จอตา (retina) หรือม่านตา (uvea) ถ้ามีแผลที่จอตาควรถ่ายภาพไว้ เพื่อการศึกษาต่อไป

เส้นประสาทตาอักเสบที่มีสาเหตุจากออพติคดิสค์  จะเห็นเส้นเลือดมากขึ้นอาจเห็นจุดเลือดออกเล็ก ๆ เส้นประสาทตาฝ่อจะเห็นออพติคดิสค์มีสีขาว มีขั้วประสาทตาบวม (papilledema) อาจเนื่องจากมีความดันในลูกตามากซึ่งมีสาเหตุจากมีความผิด ปกติของดิสค์ (disk) เห็นขบของดิสค์ไม่ชัด พบเส้นเลือดโป่งพองและมีเลือดออก

ในต้อหิน (glaucoma) จะเห็นรูปถ้วยใหญ่และมีสีเทาขอบสีขาว  ถ้าเรตินา มีสีขาวคล้ายนมเป็นลักษณะเฉพาะของการมีการอุดตันของเลือดที่มาเลี้ยงเรตินาในระยะเฉียบพลัน โฟเวียจะเห็นแมคูลาขาดเลือดไปเลี้ยง เห็นเป็นจุดแดงสว่าง ตรงกลางของหลอดเลือดดำที่เรตินาส่วนที่อุดตันเห็นเลือดออกเป็นวงกว้าง ๆ มีแผ่นสีขาว และดิสค์ยกสูงขึ้น

โรคจอประสาทตาลอก (retinal detachments) พบบริเวณเกรย์ (gray) ยกสูงขึ้น เยื่อโครอยด์มีเส้นเลือดสีแดงเปิดเข้าไปยังเรตินาที่ฉีกขาด มองเห็นก้อนเนื้องอกของโครอยด์มีรอยผลดำ

หลอดเลือดที่เรตินาส่วนใหญ่ใช้ประเมินเพื่อช่วยวินิจฉัยโรคที่เกิดในอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย เช่น ภาวะความดันโลหิตสูง เกิดจากหลอดเลือดหดเกร็ง หลอดเลือดแข็ง และหลอดเลือดที่เรตินาอุดตันซึ่งนำไปสู่การบสมของเรตินาและมีเลือดออก และมีประสาทตาบวม (papilledema)โรคเบาหวานอาจเป็นภาวะแทรกซ้อนจากพังผืดที่เรตินา มีแผ่นขาว และมีหลอดเลือดเล็กๆ โป่งหลังจากประเมินด้วยการตรวจส่องภายในลูกตา (ophthalmoscopy) แล้วจะส่งต่อให้แพทย์ทางอายุรศาสตร์เพื่อพิจารณาให้ยาต่อไป

[Total: 0 Average: 0]