logo

Welcome to Health Me Now

สุขภาพแข็งแรงและสุขภาพดี เป็นพื้นฐานสำคัญของการดูแลตัวเองสำหรับคนยุคใหม่ เพราะเมื่อเรามีสุขภาพแข็งแรงจะมีความพร้อมมากพอในการทำกิจกรรมต่างๆ ได้อย่างมีคุณภาพ.
a
Top

โรงเรียนทางการแพทย์ที่ดีที่สุดในอังกฤษ ปี 2022 และการเตรียมตัว

Health Me Now / ข่าวสุขภาพ  / โรงเรียนทางการแพทย์ที่ดีที่สุดในอังกฤษ ปี 2022 และการเตรียมตัว
5 โรงเรียนทางการแพทย์ที่ดีที่สุดในโลกปี 2562

โรงเรียนทางการแพทย์ที่ดีที่สุดในอังกฤษ ปี 2022 และการเตรียมตัว

อาชีพแพทย์ คือหนึ่งในอาชีพในฝันของนักเรียนไทยและเกือบจะทั่วโลก ด้วยเป็นอาชีพที่มีเกียรติ เป็นที่นับหน้าถือตา ได้ช่วยเหลือสังคม แล้วยังมีรายได้ที่ดีมากอีกต่างหาก สำหรับในสหราชอาณาจักรนั้นก็แทบจะไม่ต่างกัน นักเรียนที่อยากศึกษาต่อในด้านนี้ ต้องผ่านข้อสอบที่ยาก ต้องมีคุณสมบัติครบตามที่กำหนด และแสดงให้คณะเห็นถึงความมุ่งมั่นในการทำงานสายการแพทย์ 

สำหรับในเรื่องของการจัดอันดับนั้น จะใช้องค์ประกอบหลาย ๆ ด้านด้วยกัน อาทิ ค่าเฉลี่ยของบุคลากรต่อนักศึกษาแพทย์ความพึงพอใจของนักศึกษา และเส้นทางอาชีพหลังจบการศึกษาในหกเดือนแรก เป็นต้น และนี่คือ Top 5 ล่าสุด คณะแพทย์ศาสตร์ของ UK โดยการจัดอันดับของสื่อชื่อดังจากประเทศอังกฤษอย่าง the Guardian University Guide 2022

The Best Medical Schools in the UK – โรงเรียนทางการแพทย์ที่ดีที่สุดในอังกฤษ ปี 2022

1. University of Edinburgh 

University of Edinburgh เป็นหนึ่งในสุดยอดมหาวิทยาลัยของโลกทางด้านการแพทย์ มีนักศึกษาประมาณ 27,500 คน โดยเป็นนักศึกษาต่างชาติ 6,000 คน เลือกมาศึกษาต่อที่นี่ อีกทั้งมหาวิทยาลัยมีจุดเด่นด้านแพทยศาสตร์และวิทยาศาสตร์ ด้วยการเป็นต้นกำเนิดของการค้นพบและนวัตกรรม อาทิ ยาชา เพนิซิลลิน เป็นต้น

2. University of Aberdeen

University of Aberdeen มีวิทยาลัยแพทย์ชื่อ The School of Medicine and Dentistry ซึ่งสามารถคว้าอันดับที่ 2 ในตาราง Guardian University Guide ประจำปี 2022 ด้าน Medicine ได้สำเร็จ ด้วยหลักสูตร MBChB (hons) medicine course ซึ่งมีการเรียนการสอนในสถาบันด้านการแพทย์ที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกด้านงานวิจัยและการเรียนการสอนชั้นเลิศ นอกจากนี้ University of Aberdeen ยังได้รับการขนานนามให้เป็น Scottish University of the Year จาก The Times and Sunday Times Good University Guide 2019 อีกด้วย

3. Brighton Sussex Medical School

Brighton Sussex Medical School เป็นโรงเรียนฝึกอบรมด้านการแพทย์ที่ทันสมัย ใช้ระยะเวลาเรียนประมาณ 5 ปี เพื่อช่วยให้น้อง ๆ กลายเป็นครูที่มีความสามารถและมีความมุ่งมั่นที่จะปฏิบัติตามมาตรฐานสูงสุดของการปฏิบัติทางคลินิกเพื่อความเป็นมืออาชีพและการดูแลผู้ป่วย อีกทั้งน้อง ๆ จะได้พัฒนาความรู้และทักษะส่วนบุคคลที่จำเป็นต่อการประกอบอาชีพทางการแพทย์อย่างสูงสุดอีกด้วย

4. University of Oxford

The University of Oxford คณะแพทย์ Medical School ที่นี่ มีหลักสูตรให้เลือกทั้ง pre-clinical และ clinical courses ซึ่งจะช่วยปูพื้นฐานให้นักศึกษาแพทย์ได้เห็นภาพรวม ๆ ของการศึกษาด้าน medical science ก่อนเป็นหลัก ก่อนจะไปรียนรู้ด้าน clinical เต็มตัว คณะแพทย์ศาสตร์ หรือวิทยาลัยแพทย์ของที่นี่ก็เช่นเดียวกับวิทยาลัยอื่น ๆ คือ เป็นการเรียนแบบ individual tuition ตามแบบฉบับดั้งเดิมของ Oxford พร้อมการสนับสนุนด้านวิชาการที่ยอดเยี่ยม

5. University of Dundee

University of Dundee อีกหนึ่งมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงและโด่งดังด้านการแพทย์ (Medicine) รวมไปถึงงานวิจัยหลัก ๆ จะเน้นไปที่ด้านวิทยาศาสตร์ชีวภาพ และการแพทย์ นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยยังได้รับคะแนนที่สูงในด้านการจ้างงาน โดยนักศึกษาที่สำเร็จการศึกษาจากที่นี่ได้รับรายได้เฉลี่ยที่สูง เป็นรองเพียงแค่นักศึกษาจากมหาวิทยาลัย Oxford และ Cambridge เท่านั้น


สาขาแพทยศาสตร์ ที่ประเทศอังกฤษนั้นมีการแข่งขันค่อนข้างสูงมาก ซึ่งค่าเฉลี่ยของนักเรียนต่างชาติที่สมัครเข้าเรียนต่อหลักสูตรแพทยศาสตร์มีจำนวนเกือบหมื่นคนในทุก ๆ ปี แต่มหาวิทยาลัยในอังกฤษจะมีการรับนักเรียนต่างชาติเข้าเรียนแพทยศาสตร์ประมาณปีละ 1 พันคนเท่านั้น

เลือกสถาบันให้ดี

ต้องบอกก่อนว่า คุณวุฒิพื้นฐานที่มหาวิทยาลัยในประเทศอังกฤษจะพิจารณารับเข้าเรียนแพทย์นั้นน้อง ๆ จะต้องสำเร็จการศึกษาในระดับ Year 13 จากหนึ่งในหลักสูตรที่ได้รับการยอมรับ เช่น A-level, International Baccalaureate (IB) หรือ Foundation (Medicine pathway) เป็นต้น ซึ่งการเลือกสถาบันที่ดีในการเรียนหลักสูตรเหล่านี้ก็เพื่อจะให้แน่ใจว่า สถาบันจะสามารถช่วยผลักดันให้น้อง ๆ สามารถเข้าเรียนแพทย์ได้ในอนาคต นอกเหนือจากการเลือกสถาบันที่ได้รับการยอมรับแล้วนั้น วิชาเรียน (Subject) หลักสูตร (Qualification) และวิทยาเขต (Campus) ที่เหมาะสม ที่มุ่งเน้นเฉพาะทางการแพทย์ก็เป็นสิ่งที่ควรคำนึงถึงเช่นกัน

โดยผลการเรียนที่เหมาะสมในการเข้าเรียนต่อทางด้านการแพทย์ ได้แก่ ผลคะแนน A-level ระดับ AAA ในวิชาเคมีและวิชาชีววิทยา คะแนน IB 38 คะแนน หรือคะแนนสอบ IELTS 7.0 – 7.5 ขึ้นไป และไม่ต่ำกว่า 6.5 ในทุกทักษะ ซึ่งได้แก่ การอ่าน การเขียน การพูด และการฟัง ซึ่งถือเป็นคะแนนมาตรฐานทางวิชาการของผู้เข้าสมัครเรียนต่อในสาขาแพทยศาสตร์บัณฑิตที่ UK

การสอบความถนัดทางด้านการแพทย์

หลัก ๆ ก็จะมีการสอบ UKCAT และ BMAT ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับมหาวิทยาลัยว่าต้องการคะแนนสอบอะไรบ้าง โดยเราจะไม่สามารถเลือกสอบเองได้เนื่องจากผลสอบแต่ละประเภท ใช้แทนกันไม่ได้นั่นเอง

The UK Clinical Aptitude Test (UKCAT) 

เป็นการทดสอบทางด้านคลินิกในสหราชอาณาจักร โดยจะเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการคัดเลือกผู้เข้าศึกษาต่อมหาวิทยาลัยทางด้านแพทยศาสตร์ และทันตแพทยศาสตร์ ซึ่งเป็นการทดสอบทางออนไลน์ในด้านความรู้ความเข้าใจ ทัศนคติ การคิดวิเคราะห์ และเหตุผลเชิงตรรกะ โดยมีการทดสอบเหตุผล 4 ข้อ และการทดสอบการตัดสินตามสถานการณ์

  • Verbal Reasoning การทดสอบเหตุผลทางวาจา เป็นการทดสอบความสามารถในการคิดอย่างมีเหตุผลเกี่ยวกับข้อมูล และการหาเหตุผลสรุป โดยเนื้อหาจะมี 11 บทความ และมีคำถาม 44 ข้อ โดยจะใช้เวลา 21 นาที
  • Quantitative reasoning การทดสอบหาเหตุผลเชิงปริมาณ เป็นการประเมินความสามารถในการแก้ปัญหาด้านตัวเลขโดยมี 9 ตาราง แผนภูมิและกราฟ รวมทั้งหมด 36 คำถาม ใช้เวลา 24 นาที
  • Abstract reasoning การทดสอบหาเหตุผลเชิงอนุมาน เป็นการทดสอบความสามารถในการหาเหตุผลความสัมพันธ์ของข้อมูล รวมถึงความคิดเห็นพ้อง และความคิดแตกต่าง โดยจะมีทั้งหมด 55 คำถาม ใช้เวลา 13 นาที
  • Decision Analysis การวิเคราะห์การตัดสินใจ เป็นการประเมินความสามารถในการแก้ไขปัญหารูปในแบบต่าง ๆ ของข้อมูลเพื่อสรุปและตัดสิน อีกทั้งยังเป็นการตัดสินใจในการหาคำตอบที่เหมาะสมโดยมี 1 สถานการณ์ จำนวน 28 คำถาม (มีการคิดคำนวณพื้นฐาน) ใช้เวลา 32 นาที
  • Situational Judgement การพิจารณาสถานการณ์ เป็นการวัดและประเมินการตอบสนองของคุณต่อสถานการณ์ต่าง ๆ รวมไปถึงความเข้าใจเกี่ยวกับจริยธรรมทางด้านการแพทย์ โดยมีทั้งหมด 67 คำถาม 20 สถานการณ์ ใช้เวลา 27 นาที

Biomedical Admission Test (BMAT) 

เป็นข้อสอบเฉพาะทางสำหรับผู้ที่ต้องการเข้าศึกษาต่อในสาขาการแพทย์ สัตวแพทย์ ซึ่งจัดทำโดย Cambridge Assessment แห่งสหราชอาณาจักร การสอบ BMAT ใช้เวลา 2 ชั่วโมง ประกอบด้วย 3 ส่วน

  • ส่วนที่ 1 Aptitude and Skills ความถนัด และทักษะ คำถามจะเป็นแนว Understanding Argument ถามข้อสรุป หาจุดบกพร่อง (Flaw) หาข้อความที่จะมาสนับสนุน (Strengten) และหักล้าง (Weaken) หรือแนว Problem Solving มีทั้งแบบคิดและไม่คิดเลข หรือแนว Data analysis วิเคราะห์ข้อมูล กราฟ ตาราง ใช้เวลา 60 นาที 35 ข้อ (ข้อสอบปรนัย)
  • ส่วนที่ 2 Scientific Knowledge and Applications ความรู้ และการประยุกต์ด้านวิทยาศาสตร์ โดยทั่วไปจะครอบคลุมเนื้อหาเกี่ยวกับวิทยาศาตร์และคณิตศาสตร์ที่เรียนมาก่อนอายุ 16 ปี ใช้เวลา 30 นาที 27 ข้อ (ข้อสอบปรนัย)
  • ส่วนที่ 3 Writing Task งานเขียน เป็นการทดสอบความสามารถด้านการเลือก พัฒนา การจัดการทางด้านความคิด และการสื่อสารออกมาโดยการเขียนให้กระชับ และมีประสิทธิภาพ ใช้เวลา 30 นาที 1 ข้อ (ข้อสอบบรรยาย)

Graduate Medical School Admissions Test (GAMSAT) ประกอบด้วย 3 ส่วน

  • Humanities and Social Sciences ประกอบด้วยคำถาม 75 ข้อ ใช้เวลา 100 นาที
  • Essays assessing written communication ใช้เวลา 1 ชั่วโมง
  • Physical science questions ประกอบด้วยคำถาม 110 ข้อ ใช้เวลา 170 นาที

การฝึกงาน

สำหรับน้อง ๆ ที่มีความฝันอยากเข้าเรียนด้านทางการแพทย์ในสหราชอาณาจักร การฝึกงานถือว่าเป็นสิ่งสำคัญมากเช่นกัน โดยทุกคนต้องเคยไปฝึกงานที่เกี่ยวข้องกับสาขาที่ต้องการจะเรียนต่อในมหาวิทยาลัย ซึ่งเราแนะนำว่าให้น้อง ๆ ใช้เวลาช่วงปิดเทอมในการฝึกงานในโรงพยาบาล หรือช่วยงานสถานพยาบาลอื่น ๆ เป็นต้น เพราะการฝึกงานก็ถือเป็นส่วนสำคัญในการเรียนรู้ของนักศึกษาแพทย์นั่นเอง

การสมัครเข้ามหาวิทยาลัย

การสมัครเรียนสามารถทำการสมัครออนไลน์ผ่านทาง UCAS ซึ่งเป็นระบบกลางสำหรับสมัครเข้าเรียนต่อระดับปริญญาตรีของสหราชอาณาจักร โดยนักเรียนจากทั่วโลกรวมถึงนักเรียนอังกฤษเองก็ต้องทำการสมัครผ่านระบบนี้เช่นกัน หากใครที่อยากเรียนหมอจะต้องทำการยื่นใบสมัครให้เร็วที่สุด เพราะว่า application deadline ของหลักสูตรนี้จะหมดเขตเร็วกว่าสาขาอื่น ๆ โดยมีระยะเวลาในการสมัครในช่วงพฤษภาคม – ตุลาคม ของปีการศึกษาก่อนหน้าที่เราจะเข้าเรียน เช่น หากต้องการจะเข้าเรียนในปีการศึกษา กันยายน 2021 ก็ต้องทำการสมัครให้เรียบร้อยภายใน ตุลาคม 2020 นั่นเอง

เรียนต่อหลักสูตรแพทยศาสตร์ในสหราชอาณาจักร

หลักสูตรด้านการแพทย์ในสหราชอาณาจักรมีการแข่งขันค่อนข้างสูงมาก ซึ่งในทุก ๆ ปี จะมีนักศึกษานานาชาติที่สมัครเข้าเรียนต่อทางด้านแพทยศาสตร์จำนวนหลายพันคน หากผลการเรียนของคุณอยู่ในเกณฑ์ที่ดีมาก และมีคุณสมบัติที่เหมาะสมกับการเข้าเรียนต่อตามที่หลักสูตรนี้ต้องการ คุณก็มีโอกาสที่จะเข้าเรียนต่อหลักสูตรแพทยศาสตร์ในสหราชอาณาจักรได้ โดยผลการเรียนที่ตอบโจทย์คุณสมบัติได้แก่ ผลคะแนน A-level ระดับ AAA ในวิชาเคมีและวิชาชีววิทยา คะแนน IB 38 คะแนน หรือ คะแนนสอบ IELTS 7.0 ซึ่งถือเป็นคะแนนมาตรฐานทางวิชาการของผู้เข้าศึกษาต่อในสาขาแพทยศาสตร์บัณฑิตที่สหราชอาณาจักร

การเรียนด้านการแพทย์ในสหราชอาณาจักรจะได้รับการเรียนการสอนอย่างเข้มข้น โดยจะมีการเก็บประวัติการฝึกงาน 1 ครั้งต่อสัปดาห์ เป็นเวลา 6 เดือนในโรงพยาบาล บ้านพัก หรือสถานรับรองผู้ป่วย และสถานพยาบาลอื่น ๆ รวมถึงยังมีการศึกษาเพื่อทำความเข้าใจการทำงานด้านการบริการสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งถือเป็นส่วนสำคัญในการเรียนรู้ของนักศึกษาแพทยศาสตร์

มาตรฐานในการเข้าศึกษาต่อในหลักสูตรแพทยศาสตร์นั้นมีความเข้มงวดเป็นอย่างยิ่ง การสอบสัมภาษณ์ และการสอบตรงมีความยาก ซึ่งผู้สมัครเข้าสอบจะต้องตอบคำถามเกี่ยวกับการสร้างแรงจูงใจ ประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมา ความสนใจส่วนบุคคล และแสดงหลักฐานยืนยันในสิ่งที่กล่าวมาทั้งหมด รวมถึงประสบการณ์การทำงานที่เกี่ยวข้องอีกด้วย อีกทั้งผู้เข้าสมัครจะต้องเข้าทดสอบความถนัดทางคลินิก หรือ UKCAT

เส้นทางอาชีพหลังจบหลักสูตรแพทยศาสตร์ 

หลังจบการศึกษาหลักสูตรแพทยศาสตร์บัณฑิต สามารถประกอบอาชีพได้หลากหลายโดยจะมีมากกว่า 60 อาชีพ ซึ่งต้องการความเชี่ยวชาญที่แตกต่างกันไป ดังตัวอย่างต่อไปนี้

  • งานทางวิสัญญีแพทย์
  • เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการทั่วไป
  • เภสัชศาสตร์
  • พยาธิวิทยา
  • จิตเวช
  • รังสีวิทยา
  • ศัลยศาสตร์

คุณสมบัติของผู้ที่ต้องการศึกษาต่อทางด้านการแพทย์

ระดับปริญญาตรี หากคุณต้องการศึกษาต่อในหลักสูตรแพทยศาสตร์ คุณต้องสมัครเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยทางด้านการแพทย์ โดยทั่วไป มหาวิทยาลัยจะมีการร่วมมือกับโรงพยาบาลในท้องถิ่นซึ่งเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ฝึกฝนทางด้านการแพทย์ ส่วนการเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีนั้น นักศึกษาจะต้องมีผลการเรียน AAA ในวิชาเคมี และวิชาชีววิทยา

สำหรับนักศึกษานานาชาติที่ต้องการศึกษาทางแพทยศาสตร์ในระดับปริญญาตรี จะต้องมีผลสอบ IELTS 7.0 และไม่ต่ำกว่า 6.5 ในทุกทักษะ ซึ่งได้แก่ การอ่าน การเขียน การพูด และการฟัง

หลักสูตร Foundation หลังจากจบการศึกษาในระดับปริญญาตรีระยะเวลา 2 ปีแล้ว นักศึกษาแพทย์จะได้ศึกษาหลักสูตรการฝึกงานพื้นฐาน ซึ่งเรียกว่า Foundation Training เป็นระยะเวลา 2 ปี ซึ่งเป็นการฝึกทางด้านการแพทย์ของนักศึกษาแพทย์ในระดับปริญญาตรี และระดับสูงกว่าปริญญาตรี รวมถึงผู้ให้บริการด้านการแพทย์อื่น ๆ เมื่อจบหลักสูตรนี้แล้วนักศึกษาจะได้ฝึกงานด้านหลักสูตรแพทย์เฉพาะทาง

การฝึกอบรมพิเศษ หลังจากจบการศึกษาระยะเวลา 4 ปี แล้ว นักศึกษาแพทย์ต้องก้าวเข้าสู่การศึกษาในสาขาเฉพาะทางซึ่งมีการแข่งขันสูง ดังนั้นต้องใช้ความพยายามเป็นอย่างหนักในการฝึกฝน โดยเป็นการฝึกในระยะเวลาไม่เกิน 7 ปี หลังจากจบหลักสูตรนี้จะได้รับ Certificate of Completion Training (CCT)

ทางเลือกอื่น ๆ หากคุณจบการศึกษารวมระยะเวลา 12 ปี ด้วยผลการเรียนดี แต่ยังขาดความเชี่ยวชาญทางด้านภาษาอังกฤษ ด้านวิทยาศาสตร์ที่จำเป็นต่อการศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี การศึกษาหลักสูตรปูพื้นฐานทางด้านการแพทย์สามารถช่วยคุณได้โดย The International Foundation in Medical และ Biomedical and Health Sciences ที่ INTO St George’s University of London ที่จะเป็นตัวเลือกที่ดีที่ช่วยคุณในการก้าวเข้าสู่เส้นทางการศึกษาในสายแพทยศาสตร์ โดยหลักสูตรนี้มีระยะเวลา 1 ปี ซึ่งหากคุณมีผลการเรียน 75% และผ่านการสอบสัมภาษณ์ คุณก็จะสามารถเข้าศึกษาต่อในหลักสูตร International Medicine (BSc/MBBS) ระยะเวลา 6 ปีได้ หากคุณมีผลการเรียน 65% ก็จะสามารถเข้าศึกษาต่อในหลักสูตร Biomedical Science (International) (BSc Hons) ระยะเวลา 3 ปีได้ 

UK Clinical Aptitude Test

เป็นการทดสอบทางด้านคลินิกในสหราชอาณาจักร หรือ UK Clinical Aptitude Test (UKCAT) โดยจะเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการคัดเลือกผู้เข้าศึกษาต่อมหาวิทยาลัยทางด้านแพทยศาสตร์ และทันตแพทยศาสตร์ ซึ่งเป็นการทดสอบทางออนไลน์ในด้านความรู้ความเข้าใจ ทัศนคติ การคิดวิเคราะห์ และเหตุผลเชิงตรรกะ โดยมีการทดสอบเหตุผล 4 ข้อ และการทดสอบการตัดสินตามสถานการณ์

– Verbal Reasoning

การทดสอบเหตุผลทางวาจา เป็นการทดสอบความสามารถในการคิดอย่างมีเหตุผลเกี่ยวกับข้อมูล และการหาเหตุผลสรุป โดยเนื้อหาจะมี 11 บทความ และมีคำถาม 44 ข้อ โดยจะใช้เวลา 21 นาที

– Quantitative reasoning

การทดสอบหาเหตุผลเชิงปริมาณ เป็นการประเมินความสามารถในการแก้ปัญหาด้านตัวเลขโดยมี 9 ตาราง แผนภูมิและกราฟ รวมทั้งหมด 36 คำถาม ใช้เวลา 24 นาที

– Abstract reasoning

การทดสอบหาเหตุผลเชิงอนุมาน เป็นการทดสอบความสามารถในการหาเหตุผลความสัมพันธ์ของข้อมูล รวมถึงความคิดเห็นพ้อง และความคิดแตกต่าง โดยจะมีทั้งหมด 55 คำถาม ใช้เวลา 13 นาที

– Decision Analysis

การวิเคราะห์การตัดสินใจ เป็นการประเมินความสามารถในการแก้ไขปัญหารูปในแบบต่างๆของข้อมูลเพื่อสรุปและตัดสิน อีกทั้งยังเป็นการตัดสินใจในการหาคำตอบที่เหมาะสมโดยมี 1 สถานการณ์ จำนวน 28 คำถาม (มีการคิดคำนวณพื้นฐาน) ใช้เวลา 32 นาที

– Situational Judgement

การพิจารณาสถานการณ์ เป็นการวัดและประเมินการตอบสนองของคุณต่อสถานการณ์ต่างๆ รวมไปถึงความเข้าใจเกี่ยวกับจริยธรรมทางด้านการแพทย์ โดยมีทั้งหมด 67 คำถาม 20 สถานการณ์ ใช้เวลา 27 นาที  

โดยการสอบจะมีขึ้นที่ศูนย์สอบต่าง ๆ ในสหราชอาณาจักร และยังมีข้อสอบแบบย่อย โดยข้อสอบย่อยนั้นจะเป็นข้อสอบที่มีตัวเลือกหลาย ๆ ข้อ 

  • University of Aberdeen
  • Aston University
  • University of Birmingham
  • University of Bristol
  • Cardiff University
  • University of Dundee
  • University of East Anglia
  • University of Edinburgh
  • University of Exeter
  • University of Glasgow
  • Hull York Medical School
  • Keele University
  • King’s College London
  • University of Leicester
  • University of Liverpool
  • University of Manchester
  • University of Newcastle
  • University of Nottingham
  • Plymouth University
  • Queen Mary, University of London
  • Queen’s University Belfast
  • University of Sheffield
  • University of Southampton
  • University of St Andrews
  • St George’s, University of London
  • University of Warwick

ศึกษาต่อหลักสูตรแพทยศาสตร์ในสหราชอาณาจักรกับมหาวิทยาลัยไหนดี

คุณสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติม เกี่ยวกับการศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในหลักสูตรแพทยศาสตร์ได้ที่ลิงก์ด้านล่าง 

[Total: 4 Average: 4.8]

No Comments

Leave a Reply