Portable UV Light ฆ่าเชื้อได้จริงหรือไม่

ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดเชื้อไวรัส COVID-19 หน้ากากอนามัยและแอลกอฮอล์เจล กลายเป็นไอเทมฮอตฮิต เพราะมีส่วนช่วยในการป้องกันระวังการติดเชื้อ แต่ยังมีอุปกรณ์ที่ชื่อว่า "Portable UV Light" ที่ว่ากันว่า เจ้าอุปกรณ์นี้สามารถฆ่าเชื้อไวรัสได้? ซึ่งข้อมูลจาก Alex Berezow นักจุลชีววิทยาของสหรัฐฯ เคยพูดไว้ว่า รังสียูวีนั้นสามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียและเชื้อไวรัสได้ โดยจะเข้าไปทำลาย DNA และหยุดยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อไวรัส ซึ่งเราอาจคุ้นเคยกับการใช้รังสี UV เพื่อฆ่าเชื้อในโรงพยาบาล หรือในห้อง Lab ต่างๆ ก่อนจะมีการนำนวัตกรรมนี้มาครีเอทเป็นอุปกรณ์ที่สามารถใช้ในบ้านได้อย่างทุกวันนี้ อย่างไรก็ตาม ก็ยังไม่มีการยืนยันว่าจะฆ่าเจ้าไวรัส COVID-19 ได้... และหากใครนำมาใช้ก็ควรใช้อย่างระมัดระวังและอ่านคู่มือให้ดี รวมถึงไม่ควรให้รังสียูวีสัมผัสโดนผิวหนังเราโดยตรง เพราะอาจทำให้เกิดอันตรายได้นะคะ

ทำไมสบู่ชะล้างไวรัสโควิด 19 ได้

แม้จะมีการประกาศชัดแล้วว่า “สบู่” สามารถฆ่าเชื้อไวรัส COVID-19 ได้ แต่หลายคนก็ยังคงเลือกใช้แอลกอฮอล์มากกว่า เพราะไม่มั่นใจว่าสบู่ธรรมดาที่เราใช้กันในชีวิตประจำวันจะสามารถกำจัดเชื้อไวรัสนี้ได้เพียงพอ! แต่ด้วยโครงสร้างของไวรัสที่ประกอบไปด้วย 3 โครงสร้างหลัก คือ กรดไรโบนิวคลีอิก (RNA) โปรตีน และไขมัน ทำให้สบู่ที่มีหลักการทำงานแบ่งเป็น 2 ขั้ว จนเกิดคุณสมบัติในการทำให้น้ำมันแตกตัวออกจากกันได้นั้น มีประสิทธิภาพในการชะล้างเชื้อไวรัสให้หลุดออกจากผิวหนังเราได้ ซึ่งสบู่ไม่เพียงมีฤทธิ์ในการชะล้างเชื้อไวรัสเท่านั้น แต่ พัลลี ธอร์ดาร์สัน นักเคมีจากมหาวิทยาลัยนิวเซาท์เวลส์ ยังยืนยันว่า สบู่สามารถ “ฆ่าไวรัสให้ตายได้” เพราะเกราะหรือกำแพงที่ห่อหุ้มโคโรนาไวรัสที่เป็นโปรตีนและไขมันได้ถูกทำลายลง เหมือนกับอิฐที่ก่อเป็นกำแพง..และถูกพังทลายทีละก้อนนั่นเอง ถึงแม้ว่าสบู่จะช่วยฆ่าไวรัส COVID-19 ได้ แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้น คือปฏิกิริยาดังกล่าวต้องใช้ระยะเวลาถึง 20 วินาที เพราะฉะนั้น อย่าเน้นแค่ล้างมือด้วยสบู่บ่อยๆ แต่ควรใช้ระยะเวลาที่เหมาะสมรวมถึงวิธีการล้างมือที่ถูกต้องด้วยนะคะ

Nike เปิดตัวรองเท้าสำหรับ ‘บุคลากรทางการแพทย์’ เน้นใส่สบายแม้ต้องยืนนาน และไม่ลื่น ไม่เปียกน้ำ

รองเท้ารุ่นใหม่ล่าสุดของยักษ์ใหญ่เครื่องแต่งกายกีฬาไม่ได้ถูกออกแบบมาสำหรับนักกีฬาเหมือนทุกที แต่ครั้งนี้มีเป้าหมายสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ เช่น เหล่าแพทย์และพยาบาล รวมไปถึงผู้เกี่ยวข้องที่ได้ยกย่องให้เป็น ‘วีรบุรุษ’ Nike ได้เปิดตัว Nike Air Zoom Pulses ซึ่งพัฒนามาจากรองเท้าวิ่งรุ่น Air Zoom แต่ได้มีการศึกษาเพิ่มเติมที่โรงพยาบาลเด็ก OHSU Doernbecher ในพอร์ตแลนด์รัฐโอเรกอน โดยพบว่าในแต่ละวันพยาบาลต้องเดินประมาณ 4-5 ไมล์ และนั่งน้อยกว่า 1 ชั่วโมงในระหว่างการทำงาน 12 ชั่วโมง ตัวรองเท้าได้รับการออกแบบให้รองรับการเคลื่อนไหวที่เร่งรีบ ที่จำเป็นในสถานการณ์ฉุกเฉิน ยึดเกาะได้ดี และไม่ลื่นแม้เดินผ่านน้ำหรือของเหลวอื่นๆ เน้นใส่สบายแม้ต้องยืนเป็นเวลานานๆ ด้วยพื้นรองเท้าที่นุ่มและกระชับ สามารถสวมใส่ได้ด้วยมือเดียว อีกทั้งเคลือบภายนอกด้วยวัสดุที่ทำให้ไม่เปียกน้ำ ง่ายต่อการเช็ดและทำความสะอาด เบื้องต้นจะเริ่มวางจำหน่ายผ่านเว็บไซต์ของ Nike ในวันที่ 7 ธันวาคม แต่ยังไม่เปิดเผยราคาที่จำหน่าย โดยส่วนหนึ่งของยอดขายจะถูกนำไปบริจาคให้กับโรงพยาบาลเด็กของ DoernbecherTHE STANDARD

โคโรนา: อัตราป่วยตายจาก ‘โควิด-19’ ในไทย 1.7% ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลก 4 เท่า ส่วนใหญ่มีโรคประจำตัว เบาหวานพบมากสุด

สธ.เผยอัตราป่วยตายจากโรคโควิด-19 ในไทย อยู่ที่ 1.7% ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยนานาชาติที่ 6% สูงกว่าไทย 4 เท่า ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่มีโรคประจำตัว โดยเป็นโรคเบาหวานมากสุด 41% เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 17 เม.ย. ที่กระทรวงสาธารณสุข นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร ผู้อำนวยการกองโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค(คร.) กระทรวงสาธารณสุข กล่าวตอนหนึ่งในการแถลงสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ว่า สถานการณ์ของไทยตอนนี้อยู่ในระดับที่ดี ผู้ป่วยรายใหม่ลดลงเล็กน้อย ส่วนใหญ่สัมผัสผู้ป่วยก่อนหน้า ซึ่งอยู่ในการติดตามของเราอยู่แล้ว นอกนั้นเป็นการติดจากการไปสถานที่ที่มีคนจำนวนมาก อาชีพเสี่ยง ดังนั้นถือว่าประเทศไทยความเสี่ยงยังมีอยู่แต่ไม่มาก ในขณะที่ผู้ติดเชื้อจากต่างประเทศไม่มี เป็นผลจากการงดเที่ยวบิน อย่างไรก็ตาม ที่น่าเสียใจคือรายที่เสียชีวิต เป็นกลุ่มเสี่ยงที่เราประกาศเตือนตลอดอยู่แล้ว คือสูงอายุ มีโรคประจำตัว นพ.โสภณ กล่าวว่า ทั้งนี้ในจำนวนผู้เสียชีวิต 47 ราย คิดเป็นอัตราการป่วยเสียชีวิตอยู่ที่ 1.7% ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยนานาชาติที่ 6% สูงกว่าไทย 4 เท่า แปลว่าการรักษาของไทยมีประสิทธิภาพดี แต่ดีที่สุดคือการป้องกันไม่ให้เจ็บป่วย โดยในจำนวนที่เสียชีวิตพบว่าเป็นผู้สูงอายุ 20%"โคโรนา: อัตราป่วยตายจาก ‘โควิด-19’ ในไทย 1.7% ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลก 4 เท่า ส่วนใหญ่มีโรคประจำตัว เบาหวานพบมากสุด" 계속 읽기

คนไทยป่วยเบาหวาน แตะ 4.8 ล้านคน คาดปี 2583 ป่วย 5.3 ล้านคน

เชื่อหรือไม่!! ปัจจุบันคนไทยวัยผู้ใหญ่ป่วยเป็นโรคเบาหวานสูงถึง 4.8 ล้านคน และมักเกิดภาวะแทรกซ้อนเมื่ออายุเพิ่มขึ้น ซึ่งมีสาเหตุที่มาจากวิถีชีวิต และในจำนวนนี้มีผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยและดูแลรักษาเพียงร้อยละ 35.6 หรือเพียง 2.6 ล้านคน บรรลุเป้าหมายในการรักษาได้เพียง 0.9 คน ถือว่าน้อยมาก ทำให้อัตราการเสียชีวิตจากโรคเบาหวานในเมืองไทยมีมากถึง 200 รายต่อวัน นอกจากนี้ยังมีการคาดการณ์ว่า อันตราโรคเบาหวานจะเพิ่มสูงขึ้นถึง 5.3 ล้านคนภายในปี 2583 ถ้าหากเราไม่เริ่มดูแลตัวเอง หรือผู้ป่วยดูแลรักษาตัวเองได้ไม่ดี ไม่เคร่งครัดมากพอ อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น โรคไต และการถูกตัดเท้าหรือขาได้

นักวิจัยไทย เร่งพัฒนาวัคซีนต้นแบบต้านโควิด-19 เริ่มทดลองในสัตว์แล้ว ควบคู่กับการเตรียมลงนาม MOU พัฒนาวัคซีนกับจีน

เมื่อเวลา 13.00 น. วันนี้ (19 เม.ย.63) นพ.นคร เปรมศรี ผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติ กล่าวว่า ทั้งสถาบันวิจัยทั้งในมหาวิทยาลัย และเอกชน กำลังเร่งพัฒนาวัคซีนนี้อยู่ อย่างในศิริราชฯ มหิดล และจุฬาฯ ซึ่งคณะแพทย์ศาสตร์ จุฬาฯ และ บริษัทไบโอเนท-เอเชีย ได้เริ่มทดลองในสัตว์ทดลองได้แล้ว ในส่วนของต่างประเทศที่ก้าวหน้าที่สุด คือ สหรัฐอเมริกา จีน และ อังกฤษ ที่เริ่มทดสอบในคนในระยะต้นได้แล้ว.นพ.นคร อธิบายว่า การทำงานของเชื้อไวรัสโควิด-19 เมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้วก็จะพยายามเข้าสู่เซลล์ทางเดินหายใจ ดังนั้นหากต้องการให้ได้วัคซีนมาก็จำเป็นต้องกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกัน (Antibody) เพื่อคอยป้องกันไม่ให้ไวรัสสามารถเกาะจับผนังเซลล์เพื่อเข้าไปได้ ไวรัสก็จะเสียสภาพแล้วตายไป.สำหรับการทดลองในมนุษย์นั้น จะแบ่งเป็น 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1 ทดสอบความปลอดภัย ใช้ผู้ทดลอง 30-50 คนระยะที่ 2 การกระตุ้นภูมิคุ้มกัน 100-150 คน เพื่อดูว่าที่พัฒนามานั้นสามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกัน เพื่อป้องกันไวรัสได้หรือไม่ระยะที่ 3 ให้ผลในการป้องกันโรค ใช้ผู้ทดลอง 500"นักวิจัยไทย เร่งพัฒนาวัคซีนต้นแบบต้านโควิด-19 เริ่มทดลองในสัตว์แล้ว ควบคู่กับการเตรียมลงนาม MOU พัฒนาวัคซีนกับจีน" 계속 읽기

คนไทยป่วยโรคไตเรื้อรัง 8 ล้านคน

กรมการแพทย์ เผยคนไทยป่วยโรคไตเรื้อรัง 8 ล้านคน ในจำนวนนี้ป่วยไตเรื้อรังระยะสุดท้ายกว่าแสนคน แนะผู้ป่วยโรคไตดูแลสุขภาพตนเอง นพ.ณรงค์ อภิกุลวณิช รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า ปัจจุบันคนไทยป่วยด้วยโรคไตเรื้อรังประมาณ 8 ล้านคน โดยเป็นผู้ป่วยไตเรื้อรังระยะสุดท้ายกว่า 100,000 คน ที่ต้องรับการฟอกเลือดหรือล้างไตทางช่องท้อง และมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องร้อยละ 15-20 ต่อปี ปั่นทอนคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยและญาติ ทำให้รัฐบาลต้องใช้ทรัพยากรบุคคลและเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาปีละกว่า 20,000 ล้านบาท กระทรวงสาธารณสุขจึงกำหนดยุทธศาสตร์การคัดกรองโรคไตและชะลอความเสื่อมไต เพื่อลดจำนวนผู้ป่วยที่จะเข้าสู่โรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย โดยตั้งคลินิกชะลอไตเสื่อมขึ้นในโรงพยาบาลทั่วประเทศ โดยคลินิกดังกล่าวจะมีทีมสหวิชาชีพ แพทย์ พยาบาล เภสัชกร นักกายภาพ และนักโภชนากร ดูแลผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังแบบองค์รวม โดยเฉพาะโรคแพ้ภูมิตัวเองซึ่งเป็นสาเหตุของไตอักเสบเรื้อรังที่หากรุนแรงจะทำให้ไตวายหรือการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ ซึ่งอาจลุกลามไปบริเวณกรวยไตทำให้เกิดการอักเสบและมีการติดเชื้อในกระแสเลือดตามมาได้ นอกจากนี้การตั้งครรภ์ในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง ยังมีความเสี่ยงต่อครรภ์เป็นพิษ อาจส่งผลกระทบต่อมารดาและทารกในครรภ์ได้ ซึ่งโรคไตเป็นกลุ่มโรคที่เกิดจากระบบการทำงานของไตผิดปกติ ทำให้ไตไม่สามารถขับของเสีย หรือรักษาความสมดุลของเกลือและน้ำในร่างกายได้ โรคไตมีสาเหตุหลายอย่าง ได้แก่ โรคซึ่งเกิดจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรม เช่น โรคถุงน้ำในไต โรคที่ทำให้เกิดการอักเสบของไต โรคที่เกิดจากการอุดตันของทางเดินปัสสาวะ เช่น จากนิ่ว และที่สำคัญคือโรคที่เกิดจากพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่มีรสเค็มจัด หวานจัด ความเครียดสะสม พักผ่อนไม่เพียงพอ ไม่ออกกำลังกาย"คนไทยป่วยโรคไตเรื้อรัง 8 ล้านคน" 계속 읽기

อย่า!! สเปรย์ฆ่า COVID – 19 เสี่ยงเป็นการแพร่เชื้อมากขึ้น

เชื่อว่ายังมีหลายคนเข้าใจผิด ใช้การพ่นสเปรย์ฆ่าเชื้อ COVID – 19 เพราะว่าสะดวกรวดเร็วกว่า แต่ในความเป็นจริงแล้ว ไม่ใช่แบบนั้นนะครับ โดยข้อมูลจากกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ได้ยืนยันว่า การที่เราสเปรย์ทำความสะอาดพื้นผิว จะทำให้สารคัดหลั่ง จากเสมหะ น้ำมูก น้ำลาย รวมทั้งตัวสารที่ใช้ฆ่าเชื้อก็ฟุ้งกระจายขึ้นมากับละอองฝอย ซึ่งกลายเป็นการแพร่เชื้อมากขึ้น และยังทำให้เกิดมลพิษทางอากาศจากสารฆ่าเชื้อ โดยเสนอแนะให้ใช้วิธีการเช็ดอย่างต่อเนื่องในการทำความสะอาดพื้นผิวในแนวนอน จะฆ่าเชื้อโรคอย่างได้ผลมากกว่า พอรู้แบบนี้แล้ว เปลี่ยนมาช่วยกันเช็ดทำความสะอาด แทนการพ่นสเปรย์กันนะครับ

ด่วน ! แพทย์เตือนภัย หน้าเบี้ยวครึ่งซีก เกิดจากความผิดปกติของเส้นประสาท ควรรีบพบแพทย์ให้ไว

นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยถึง อาการปากเบี้ยวหรือหน้าเบี้ยวครึ่งซีก ( Bell’s palsy ) คือภาวะที่กล้ามเนื้อใบหน้าข้างใดข้างหนึ่งอ่อนแรงหรือเกิดอัมพาตชั่วขณะ โดยมีสาเหตุมาจากการอักเสบของเส้นประสาทบนใบหน้า ส่งผลให้หน้าเบี้ยวครึ่งซีกเป็นผลมาจากเส้นประสาทใบหน้าหรือเส้นประสาทสมองคู่ที่ 7 ซึ่งอยู่ตรงใบหน้าแต่ละข้างทำหน้าที่รองรับการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อใบหน้า เช่น ยิ้ม ทำหน้าบึ้ง หรือหลับตา รวมทั้งรับรสจากลิ้นและส่งต่อไปยังสมองเกิดการอักเสบส่งผลต่อการรับรส การผลิตน้ำตา และต่อมน้ำลาย ปากเบี้ยว ถือเป็น ปัญหาสุขภาพ ที่เกิดขึ้นทันที และมักจะเกิดขึ้นภายใน 48 ชั่วโมง โดยผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดอาการปากเบี้ยว เช่น หญิงตั้งครรภ์ โดยเฉพาะผู้ที่อายุครรภ์มาก หรือหลังคลอดภายใน 1 สัปดาห์ ผู้ป่วย ที่เป็นโรคเบาหวานติดเชื้อที่ทางเดินหายใจส่วนบน เช่น ป่วยเป็นไข้หวัด ด้าน แพทย์หญิงทัศนีย์ ตันติฤทธิ์ศักดิ์ รองผู้อำนวยการด้านการแพทย์ สถาบันประสาทวิทยา กล่าวเพิ่มเติมว่า ผู้ป่วยจะมีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง บริเวณใบหน้าครึ่งซีก ทำให้หน้าเบี้ยว หลับตาไม่สนิท ปากเบี้ยว มีน้ำไหลที่มุมปาก และอาจพูดไม่ชัด การรับรสที่ลิ้นผิดปกติ ปวดศีรษะ หูได้ยินเสียงดังขึ้นข้างเดียว"ด่วน ! แพทย์เตือนภัย หน้าเบี้ยวครึ่งซีก เกิดจากความผิดปกติของเส้นประสาท ควรรีบพบแพทย์ให้ไว" 계속 읽기

รู้หรือไม่ ? โรคเบาหวาน ควบคุมได้ สมาคมโรคเบาหวาน เร่งระดมทุกภาคส่วนร่วมสร้างเครือข่ายปลอดเบาหวาน

จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมี “เครือข่าย” หรือ กลุ่ม รวมถึงชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการส่งเสริม สนับสนุนและปรับสภาพแวดล้อมเพื่อให้การปรับเปลี่ยนเกิดขึ้นอย่างยั่งยืน  จึงเป็นที่มาในการดำเนินงานของทุกภาคส่วนโดยมี สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทยในพระราชูปถัมภ์ฯ เป็นแกนนำ ร่วมกับกรมการแพทย์ 13 เขตสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) โดย บริษัท ซาโนฟี่-อเวนตีส (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมสนับสนุนการจัดสัมมนา “การแลกเปลี่ยนเรียนรู้การสร้างเครือข่ายและชมรมเบาหวานของประเทศไทย” ณ โรงพยาบาลราชวิถี เมื่อเร็วๆ นี้ นพ. ณรงค์ อภิกุลวณิช รองอธิบดีกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า “ปัจจุบันคนไทยป่วยเป็นเบาหวานประมาณ 5 ล้านคนและมีแนวโน้มเป็นเบาหวานเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จากปีพ.ศ. 2534 คนไทยเป็นเบาหวานร้อยละ 2.3 และปี 2557 เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 8.9 เสียชีวิตจากโรคเบาหวานและภาวะแทรกซ้อนถึงร้อยละ 21.96 และยังควบคุมระดับน้ำตาลได้น้อยเพียงประมาณร้อยละ 40 มีผ้ป่วยเพียงร้อยละ 12 เท่านั้นที่สามารถควบคุมทั้ง 3 อย่าง คือ ระดับน้ำตาล ไขมัน และความดันโลหิต ทำให้ประเทศไทยต้องสูญเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาโรคเบาหวานเฉลี่ยสูงถึง 47,596 ล้านบาทต่อปี และหากมี"รู้หรือไม่ ? โรคเบาหวาน ควบคุมได้ สมาคมโรคเบาหวาน เร่งระดมทุกภาคส่วนร่วมสร้างเครือข่ายปลอดเบาหวาน" 계속 읽기

ศจย.เผยอินเดียประกาศห้ามบุหรี่ไฟฟ้าแล้ว พร้อมหนุนไทยคงห้ามตามเดิม

นักวิชาการ ‘หนุนไทยคงมาตรการห้ามบุหรี่ไฟฟ้า’ เผยล่าสุดอินเดียประกาศห้ามบุหรี่ไฟฟ้า หลังชาวสหรัฐป่วยตายจากบุหรี่ไฟฟ้าต่อเนื่อง ตายพุ่งสูงกว่า 15 คน ป่วยโรคปอดอย่างน้อย 805 คน ศ.นพ.รณชัย คงสกนธ์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) กล่าวว่า จากกรณีที่มีข่าวการป่วยและตายจาก ‘บุหรี่ไฟฟ้า’ ในประเทศสหรัฐอเมริกาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปัจจุบันยอดตายพุ่งสูงกว่า 15 คน ป่วยโรคปอดอย่างน้อย 805 คน โดยประเทศไทยมีมาตรการที่ดีเพื่อคุ้มครองสุขภาพคนไทยจากบุหรี่ไฟฟ้า คือ ห้ามนำเข้า ห้ามขาย และห้ามครอบครองบุหรี่ไฟฟ้า ทั้งนี้ในหลายประเทศต่างเริ่มกังวลกับปัญหาสุขภาพที่เกิดจากบุหรี่ไฟฟ้า อย่างเช่นล่าสุดประเทศอินเดียประกาศห้ามบุหรี่ไฟฟ้าตั้งแต่วันที่ 18 กันยายน พ.ศ.2562 ที่ผ่านมา “นักวิชาการของอินเดียได้นำเสนอประเด็นข้อเท็จจริงถึงเหตุผลการห้ามบุหรี่ไฟฟ้าไว้ ที่สามารถตอบคำถามสังคมอินเดียและไทยได้ คือ การที่กลุ่มบุหรี่ไฟฟ้ามักอ้างถึงรายงานของอังกฤษ เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ.2558 ที่ระบุว่า บุหรี่ไฟฟ้าปลอดภัยกว่าบุหรี่ 95% ซึ่งงานวิจัยชิ้นนี้ไม่มีหลักฐานทางคลินิกและระบาดวิทยา แต่เป็นแบบจำลองกึ่งสมมุติฐานและเป็นเพียงการคาดเดา โดยเป็นแค่ความคิดเห็นของผู้เขียน 12 คน ซึ่ง 1 ใน 3"ศจย.เผยอินเดียประกาศห้ามบุหรี่ไฟฟ้าแล้ว พร้อมหนุนไทยคงห้ามตามเดิม" 계속 읽기

รพ.บำรุงราษฎร์ มีทีมแพทย์ และ นักเทคนิคการแพทย์ เก่งระดับโลก สามารถถอดรหัสพันธุกรรมเชื้อไวรัสโควิด ชูบริการใหม่ สายด่วน 1378

บำรุงราษฎร์ ในฐานะโรงพยาบาลชั้นนำระดับประเทศที่รองรับทั้งผู้ป่วยชาวไทยและต่างชาติด้วยสัดส่วน 50:50 เภสัชกรหญิงอาทิรัตน์ จารุกิจพิพัฒน์ ผู้อำนวยการด้านบริหาร โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ อินเตอร์เนชั่นแนล ได้ให้ข้อมูลว่า ที่ผ่านมาโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ เรามีทีมทำงานที่เป็นฝ่ายควบคุมโรคและศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ที่คอยติดตามสถานการณ์โรคต่างๆ ทั่วโลก และทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินและปรับการบริหารจัดการเพื่อให้ทันกับสถานการณ์ในแต่ละวันที่เปลี่ยนไป เนื่องด้วยเป็นโรงพยาบาลระดับสากลที่มีผู้มาใช้บริการทั้งคนไทยและต่างชาติด้วยสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน โดยบำรุงราษฎร์ได้เฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับเชื้อไวรัสนี้จากเมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย ประเทศจีน ตั้งแต่ในระยะแรก ๆ โดยมีการประชุมเพื่อหาแนวทางและมาตรการต่าง ๆ เพื่อเตรียมความพร้อมในการรับมืออย่างเต็มประสิทธิภาพ เพื่อความปลอดภัยของทุกส่วน เนื่องด้วยเรามีเทคโนโลยีที่ทันสมัย ประกอบกับทีมแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์รวมถึงทีมทำงานที่มีประสบการณ์จากการรับมือกับการแพร่ระบาดของโรคเมอร์ส และโรคซาร์ส ในอดีต จากสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ในช่วงนี้ บำรุงราษฎร์ได้ตระหนักถึงความจำเป็นกรณีเจ็บป่วยและมีนัดหมายกับแพทย์ แต่ด้วยผู้ต้องการมาใช้บริการส่วนหนึ่ง อาจยังไม่พร้อมที่จะเดินทางออกไปยังโรงพยาบาลในช่วงนี้ โรงพยาบาลจึงได้เปิดบริการใหม่ “สุขภาพดีอยู่ที่บ้าน ปรึกษาแพทย์…โทรสายด่วน 1378” เพื่อมารองรับการดูแลผู้ป่วยในช่วงสถานการณ์ดังกล่าว โดยผู้ต้องการใช้บริการสามารถโทรผ่านสายด่วน 1378 ซึ่งจะมีเจ้าหน้าที่คอยให้บริการรับสายตลอด 24 ชั่วโมงตลอด 7 วัน เพื่อเข้าสู่ 3 บริการหลักๆ ได้แก่ 1 ต้องการปรึกษาแพทย์ สามารถคุยกับแพทย์ได้โดยตรงภายในเวลาอันรวดเร็ว ตั้งแต่เวลา 08.00 – 18.00 น."รพ.บำรุงราษฎร์ มีทีมแพทย์ และ นักเทคนิคการแพทย์ เก่งระดับโลก สามารถถอดรหัสพันธุกรรมเชื้อไวรัสโควิด ชูบริการใหม่ สายด่วน 1378" 계속 읽기

ใกล้ระยะ 3 เต็มที่แล้ว วันนี้วันเดียวมีผู้ติดเชื้อพุ่ง 35 ราย โคม่า 2 ราย ยอดโควิช ล่าสุดทั้งหมด 212 ราย

นายแพทย์มรุต จิรเศรษฐสิริ อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก และคณะแถลงข่าวสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ว่า วันนี้มีผู้ป่วยรักษาหายกลับบ้าน 1  ราย เป็นหญิงไทยอายุ 31 ปี จากโรงพยาบาลราชวิถี มีผู้ป่วยใหม่ 35 ราย แบ่งเป็น 2 กลุ่มดังนี้ กลุ่ม 1 ผู้ป่วยที่มีประวัติสัมผัสกับผู้ป่วย/หรือเกี่ยวข้องกับสถานที่ที่พบผู้ป่วยก่อนหน้านี้ จำนวน 29 ราย ได้แก่ สนามมวย 13 ราย ,สถานบันเทิง 4 ราย และผู้สัมผัสกับผู้ป่วยที่มีรายงานมาแล้ว 12 ราย กลุ่ม 2 ผู้ป่วยรายใหม่ จำนวน 6 ราย ได้แก่ ผู้เดินทางกลับจากต่างประเทศ 1 ราย เป็นคนไทยกลับจาก กัมพูชา, ผู้ทำงานใกล้ชิดสัมผัสต่างชาติ 4 ราย และรอผลสอบสวนโรคเพิ่มเติม 1 ราย โดยได้รับรายงานผู้ป่วยอาการหนักเพิ่ม 2"ใกล้ระยะ 3 เต็มที่แล้ว วันนี้วันเดียวมีผู้ติดเชื้อพุ่ง 35 ราย โคม่า 2 ราย ยอดโควิช ล่าสุดทั้งหมด 212 ราย" 계속 읽기

ชื่อใหม่บุหรี่ไฟฟ้า

ปัจจุบัน บุหรี่ไฟฟ้านั้นถูกใช้เพื่อเสพทั้งสารละลายที่มีนิโคตินและสารสกัดกัญชา ไม่ว่าจะเป็น THC หรือ CBD ล่าสุดทำให้คนอเมริกันโดนหามส่งโรงพยาบาลแล้ว 530 คน กระจายใน 38 มลรัฐ ครึ่งหนึ่งอายุน้อยกว่า 25 ปี 3 ใน 4 เป็นผู้ชาย ตายไปแล้ว 8 ราย จากภาวะปอดพัง รายที่ 8 นี้เป็นคนที่เสพเพราะมีอาการปวดเรื้อรัง อายุราว 40 ปี ตอนนี้ประเทศแคนาดารายงานผู้ป่วยแบบอเมริกา รายแรกในสัปดาห์นี้เอง เป็นวัยรุ่นที่ออนตาริโอ หามส่งไอซียู แต่ตอนนี้ดีขึ้นแล้ว อดีตที่ปรึกษาอาวุโสขององค์การอาหารและยาของสหรัฐได้ให้สัมภาษณ์กับนิวยอร์คไทม์สว่า ควรแบนการขายสารละลายที่มีสารสกัดกัญชาโดยเฉพาะอย่างยิ่งในรัฐที่เสรีกัญชา เหตุการณ์ปอดพังจากการสูบนี้ กำลังสร้างความปั่นป่วนและเคลือบแคลงใจในอเมริกาอย่างมาก เพราะมีหลายต่อหลายรัฐได้ปลดล็อคกัญชาไปมากมาย การจะควบคุมจึงยากเป็นทวีคูณ จริงๆ ไม่ควรใช้คำว่า"บุหรี่ไฟฟ้า" อีกต่อไป แม้จะแปลมาจากภาษาอังกฤษตรงๆ ก็ตาม เพราะจะทำให้คนหลงคิดว่าเป็นบุหรี่ แต่ควรใช้คำอื่นอย่าง "เครื่องสูบไฟฟ้า" เพราะตอนนี้ที่นิยมกันกลับไม่ใช่แค่สารละลายนิโคติน แต่รวมไปถึงพวกสารละลายประเภทสารสกัดกัญชา ปัญหาบ้านเค้าเริ่มปรากฏมากมาย เมืองไทย...ต้องรอติดตาม ตอนนี้มีอย่างน้อย 2 เหตุการณ์สำคัญในอเมริกา"ชื่อใหม่บุหรี่ไฟฟ้า" 계속 읽기

5 ประเทศที่มีระบบสุขภาพดีที่สุดในโลก 2562

จากการสำรวจทั้งหมด 89 ประเทศทั่วโลก CEOWORLD นิตยสารด้านธุรกิจของสหรัฐอเมริกา จัดอันดับประเทศที่มีระบบสุขภาพดีที่สุดในโลก ประจำปี 2562 โดยพิจารณาจากปัจจัยต่างๆ ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณสุข ประสิทธิภาพของบุคลากรด้านสาธารณสุข ตั้งแต่แพทย์ พยาบาล และบุคลากรอื่นๆ ค่าใช้จ่ายในระบบ การเข้าถึงยาคุณภาพความพร้อมของรัฐบาลในการจัดการระบบ นอกจากนี้ CEOWORLD ยังพิจารณาปัจจัยอื่นๆ เช่น สิ่งแวดล้อม การเข้าถึงแหล่งน้ำสะอาด ระบบสุขอนามัย และการควบคุมปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพ เช่น การจัดการกับบุหรี่ – ยาสูบ และการจัดการโรคอ้วน สำหรับประเทศที่ได้รับการจัดอันดับว่าเป็นประเทศที่มีระบบสุขภาพที่ดีที่สุดในโลก ได้แก่ เกาหลีใต้ ไต้หวัน ญี่ปุ่น ออสเตรีย เดนมาร์ก ไต้หวัน ซึ่งได้คะแนนโดยภาพรวมทั้งหมด 78.72 คะแนน โดยได้รับคะแนนด้านโครงสร้างพื้นฐาน 87.16 คะแนน คะแนนด้านบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ 14.23 คะแนน ด้านราคา 83.59 คะแนน การเข้าถึงยา 82.3 คะแนน และความพร้อมของรัฐบาล 87.89"5 ประเทศที่มีระบบสุขภาพดีที่สุดในโลก 2562" 계속 읽기