วิตามิน (Vitamin) เป็นหนึ่งในสารอาหารจำเป็นสำหรับร่างกายมนุษย์ที่ขาดไม่ได้ ประวัติการค้นพบวิตามินก็มีความสำคัญไม่น้อย เป็นที่ทราบกันดีว่าหากร่างกายขาดวิตามิน จะแสดงอาการของโรคขาดวิตามินให้เห็นอย่างชัดเจน เช่น โรคเหน็บชา โรคลักปิดลักเปิด โรคที่เกิดจากการขาดวิตามินเหล่านี้ ในยุคสมัยก่อนการค้นพบวิตามินไม่มีใครทราบมาก่อนว่าอาหารที่รับประทานในชีวิตประจำวันนั้นสามารถรักษาหรือป้องกันโรคเหล่านี้ได้ คำว่า “วิตามิน” ถือกำเนิดขึ้นในปี ค.ศ.1912 โดย Kazimierz Funk หรือ Casimir Funk (1884-1967) นักชีวเคมีชาวโปแลนด์-อเมริกันผู้นี้ได้พยายามสกัดสารอาหารที่เรียกว่า “Accessory factor” ซึ่งถูกค้นพบก่อนหน้านี้ในปี ค.ศ.1906 โดยแพทย์ชาวอังกฤษชื่อ Frederick Gowland Hopkins เขาพบว่าสารดังกล่าวเป็นสารประกอบกลุ่ม amine จึงได้ตั้งชื่อสารนี้ว่า Vitamine มาจากภาษาละตินว่า ” Vita” ที่แปลว่า ” ชีวิต” บวกกับคำว่า amine ต่อมาพบว่าสารอาหารประเภทนี้ไม่ได้มีเฉพาะ amine ในปี ค.ศ.1920 Jack Cecil Drummond จึงเสนอให้ตัด e ตัวท้ายออกกลายเป็น Vitamin และใช้มาจนถึงปัจจุบัน แต่ก่อนหน้าที่จะมีการค้นพบวิตามิน ย้อนกลับไปในสมัยโบราณชาวอียิปต์ได้รักษาผู้ป่วยโรคตาบอดกลางคืนด้วยการให้กินตับ เช่นเดียวกันกับเมื่อ 1,300 ปีก่อน ที่ชาวจีนได้บันทึกเกี่ยวกับโรคเหน็บชา (Beriberi) ไว้เป็นครั้งแรกโดยผู้ป่วยจะมีอาการชาและอ่อนแรง รวมถึงในปี ค.ศ.1535 มีรายงานของนักสำรวจชาวฝรั่งเศส JacquesLanjutkanLanjutkan membaca “วิตามิน: กำเนิดประวัติศาสตร์การรักษาโรคด้วยอาหาร”
Arsip Kategori: Berita kesehatan
วันเบาหวานโลก: กำเนิด 14 พ.ย.
ทุกวันที่ 14 พฤศจิกายนของทุกปี สหพันธ์เบาหวานนานาชาติ และองค์การอนามัยโลก ได้กำหนดให้เป็นวันเบาหวานโลก โดยเริ่มขึ้นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2534 ซึ่งการกำหนดวันดังกล่าวขึ้นมาเพื่อต้องการให้ประชาชนทั่วโลกตระหนักถึงอันตรายของโรคเบาหวานที่มีแนวโน้มพบผู้ป่วยสูงขึ้นทุกปี และเพื่อเป็นการระลึกถึง และเป็นวันเกิดของของเฟรเดอริก แบนติง ผู้ ร่วมกับชาร์ลส์ เบสต์ เป็นคนแรกที่เข้าใจแนวคิดซึ่งนำไปสู่การค้นพบอินซูลินใน พ.ศ. 2465 สำหรับประวัติของ เฟรเดอริก แกร์นท์ แบนติง (Sir Frederick Grant Banting, KBE, MC, MD, FRSC – 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2434 – 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2484) นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ชาวแคนาดา แพทย์และผู้ได้รับรางวัลโนเบลจากการร่วมเป็นผู้ค้นพบอินซูลิน เกิดที่เมืองอัลลิสตัน ออนทาริโอ ประเทศแคนาดา หลังจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยโทรอนโต เมื่อ พ.ศ. 2459 ได้เข้ารับราชการทหารหน่วยการแพทย์ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1 และได้รับไม้กางเขนระหว่างสงคราม หลังสงครามได้กลับประเทศและเข้ารับการฝึกหัดเป็นศัลยแพทย์กระดูกที่โรงพยาบาลเด็กในโทรอนโตระหว่างปี พ.ศ. 2462 – พ.ศ.LanjutkanLanjutkan membaca “วันเบาหวานโลก: กำเนิด 14 พ.ย.”
โรคเท้าช้าง: ที่มาของชื่อโรคในประเทศไทย
โรคเท้าช้าง หรือที่เรียกว่า “ฟิลาเรีย” (Filaria) เป็นโรคติดต่อที่เก่าแก่มากโรคหนึ่ง เชื่อว่าเกิดขึ้นมากกว่า 2-3 พันปีก่อนคริสกาล โดยสันนิษฐานจากภาพที่สุสานในประเทศอียิปต์ คำว่า “ฟิลาเรีย” แปลว่า พยาธิเส้นด้าย ในประเทศไทยโรคฟิลาเรีย รู้จักกันในชื่อ “โรคเท้าช้าง” จากคำบอกเล่าของนายแพทย์ฉันทกรณ์ ชุติดำรง อดีตผู้อำนวยการกองโรคเท้าช้าง คนที่ 4 ได้เล่าที่มาของคำว่า “โรคเท้าช้าง” ให้นายแพทย์สุวิช ธรรมปาโล ซึ่งขณะนั้น นายแพทย์สุวิช เพิ่งเข้ารับราชการ (ปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 12 สงขลา) ว่า ในปี พ.ศ. 2492 จอมพล ป.พิบูลสงครามเป็นนายกรัฐมนตรี ท่านมาตรวจราชการภาคใต้ ระหว่างเติมน้ำ เติมไม้ฟืนรถไฟ ที่สถานีชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช ท่านเห็นแม่ค้าอ้อยควั่นขาโตมาก จึงถามกรมการเมืองที่มาต้อนรับว่า “เขาเป็นอะไร” กรมการเมืองนึกไม่ทัน จึงตอบไปว่า “โรคเท้าช้างขอรับ” จึงเป็นที่มาของคำว่า “โรคเท้าช้าง” นับแต่นั้นมา เพื่อมิให้เสียภาพลักษณ์ของประเทศ จอมพล ป.พิบูลสงครามจึงสั่งการให้กรมการสาธารณสุข (ขณะนั้นสังกัดกระทรวงมหาดไทย) สำรวจว่ามีใครขาโตบ้าง ซึ่งพบมากในแถบภาคใต้ จึงได้ประสานกับองค์การอนามัยโลกดำเนินการสำรวจโรคเท้าช้างแบบสากลLanjutkanLanjutkan membaca “โรคเท้าช้าง: ที่มาของชื่อโรคในประเทศไทย”
หมดไฟทำงาน: จิตแพทย์แนะวิธีป้องกันปัญหามนุษย์เงินเดือนควรเลี่ยง ‘หอบงาน’ ไปทำที่บ้าน
จิตแพทย์ แนะวิธีป้องกันปัญหาหมดไฟทำงาน ผู้ที่ทำงานประจำหรือมนุษย์เงินเดือน ควรทำ 6 กิจกรรม และลด 4 พฤติกรรมเสี่ยง คือ ไม่หักโหมทำงานหนัก ไม่หอบงานไปทำต่อที่บ้าน ไม่ท่องโลกโซเซียลยามว่าง ไม่นำปัญหาในที่ทำงานกลับไปบ้าน เนื่องจากอาจทำให้เกิดความเครียดสะสม และเบียดบังเวลาพักผ่อน พร้อมแนะสังเกต6 สัญญานอาการส่อแววจะหมดไฟ โดยหากอึดอัดใจไม่สบายใจ สามารถรับบริการปรึกษาสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ฟรีตลอด 24 ชั่วโมง นายแพทย์กิตต์กวี โพธิ์โน ผู้อำนวยการโรงพยาบาล( รพ.)จิตเวชนครราชสีมาราชนครินทร์ จ.นครราชสีมา ให้สัมภาษณ์ว่า จากที่ประชุมองค์การอนามัยโลก ณ เมืองเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ประจำปี 2562 ได้มีมติให้ภาวะเมื่อยล้าหมดไฟ หรือที่เรียกว่าเบิร์นเอาท์ (Burnout) เป็นสภาพที่ต้องได้รับการรักษาในทางการแพทย์เป็นครั้งแรก โดยจะเริ่มประกาศใช้อย่างเป็นทางการทั่วโลกในวันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2565 นับว่าเป็นประเด็นปัญหาทางสุขภาพใจที่มักเกิดกับคนวัยทำงานเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีจำนวนมากที่สุด และมีความสำคัญต่อการสร้างเศรษฐกิจครอบครัวและประเทศชาติ นายแพทย์กิตต์กวี กล่าวว่า ภาวะเมื่อยล้าหมดไฟนั้น มักจะเกิดกับบุคคลที่สะสมความเครียดจากเรื่องต่างๆ ไว้มากเกินไป และไม่ได้รับการแก้ไขหรือปฏิบัติอย่างเหมาะสม สามารถส่งผลกระทบทั้งร่างกายคือ นอนไม่หลับ รู้สึกเหนื่อยล้าLanjutkanLanjutkan membaca “หมดไฟทำงาน: จิตแพทย์แนะวิธีป้องกันปัญหามนุษย์เงินเดือนควรเลี่ยง ‘หอบงาน’ ไปทำที่บ้าน”
Digital Health: WHO ออกไกด์ไลน์ฉบับแรกของโลก
องค์การอนามัยโลกเผยแพร่แนวทางเวชปฏิบัติหรือไกด์ไลน์สำหรับการใช้อุปกรณ์และบริการ Digital Heatlh ฉบับแรก 17 เมษายน 2562 ที่ผ่านมา องค์การอนามัยโลกเผยแพร่ไกด์ไลน์สำหรับการใช้อุปกรณ์และบริการ Digital Health โดยนับว่าเป็นฉบับแรกของโลก ภายในมีเนื้อหาเกี่ยวกับการเข้าถึงบริการสุขภาพผ่านทางอินเตอร์เน็ต คอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟนและแทปเล็ตต่าง ๆ สำหรับประชาชนทั่วไป ผู้ออกแบบนโยบาย แพทย์ เจ้าหน้าที่และรวมไปถึงกลุ่มคนทำงานในวงการสาธารณสุข เพื่อปรับปรุงสุขภาพและบริการที่จำเป็นแก่ประชาชน หลังจากเป็นที่แน่นอนพร้อมมีหลักฐานชัดเจนแล้วว่า Digital Health ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบใด ล้วนแต่สร้างประโยชน์อันมหาศาลให้แก่ทั้งผู้ใช้บริการและผู้ให้บริการทั้งสิ้น องค์การอนามัยโลกจึงได้จัดทำไกด์ไลน์ขึ้นมา หลังจากได้ทำการทบทวนหลักฐานจากการใช้ดิจิทัลเทคโนโลยีร่วมกับหารือกับผู้เชี่ยวชาญอย่างเป็นระบบจากทั่วโลกเป็นระยะเวลากว่า 2 ปีเพื่อที่จะนำเสนอข้อเสนอแนะและแก่นสารสำคัญในการใช้อุปกรณ์รวมถึงบริการจาก Digital Health เพื่อมุ่งสู่การเกิดประโยชน์อันสูงสุดต่อการเสริมสร้างสุขภาพที่ดีแก่ประชาชนทั่วโลก โดยภายในเนื้อหาแนวทางดังกล่าวได้มีการพูดถึงความจำเป็นในการฝึกอบรมสำหรับการใช้งาน Digital Health อย่างเหมาะสมและถูกต้องเพื่อก่อให้เกิดสุขภาพที่ดีของประชาชนสำหรับผู้ปฏิบัติงานและเจ้าหน้าที่ผู้ให้บริการทางสุขภาพ รวมทั้งเน้นย้ำถึงความสำคัญของการจัดหาสภาพแวดล้อมที่สนับสนุนสำหรับการฝึกอบรม การจัดการกับโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่เสถียร ตลอดจนนโยบายในการปกป้องและกำกับดูแลความเป็นส่วนตัวของประชาชน จนไปถึงการร่วมมือกันระหว่างภาครัฐและ Digital Health เพื่อให้มั่นใจว่าเครื่องมือหรือเทคโนโลยีต่าง ๆ ถูกนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์อันสูงสุด โดยเฉพาะกับกลุ่มคนเปราะบางที่มีความยากลำบากในการเข้าถึงบริการทางสุขภาพ การนำ Digital Health มาใช้จะช่วยอำนวยความประโยชน์ให้แก่ทั้งผู้ให้บริการและผู้ใช้บริการ อย่างไรก็ดี แนวทางไกด์ไลน์ดังกล่าวยังเน้นย้ำถึงข้อควรระวังในการใช้ประโยชน์จาก Digital Health เช่นLanjutkanLanjutkan membaca “Digital Health: WHO ออกไกด์ไลน์ฉบับแรกของโลก”
บุหรี่ไฟฟ้า: นานาชาติเริ่มคุมมากขึ้น เหตุอันตราย ไม่ปลอดภัย ไม่ช่วยเลิกสูบ
นักวิชาการ ชื่นชม การบินไทย ก.พาณิชย์ เคร่งครัดกฎหมาย ห้ามนำเข้าบุหรี่ไฟฟ้า ชี้ นานาชาติเริ่มคุมบุหรี่ไฟฟ้ามากขึ้น เหตุอันตรายไม่ปลอดภัย ไม่ช่วยเลิกสูบ ก้าวสู่วังวนยาเสพติดอื่นเพิ่ม สหรัฐฯ เจอเคสฟ้องร้อง สูบบุหรี่ไฟฟ้าตั้งแต่มัธยม ทำเส้นเลือดในสมองแตก อัมพาตครึ่งตัว ศ.นพ.รณชัย คงสกนธ์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวถึงกรณีข่าวการจับกุมดำเนินคดีพนักงานสายการบินไทย ลักลอบนำบุหรี่และไส้บุหรี่ไฟฟ้าจำนวนมากเข้ามาในประเทศไทยว่า ขอกล่าวชื่นชมการทำงานของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ที่เคร่งครัดต่อการปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมการนำเข้าบุหรี่ไฟฟ้า และขอชื่นชมกระทรวงพาณิชย์ ที่ยังคงมาตรการห้ามนำเข้าบุหรี่ไฟฟ้าไว้ เพราะเป็นวิธีการที่ดีที่สุดในการคุ้มครองสุขภาพของคนไทย ป้องกันไว้ดีกว่าแก้ไข ซึ่งการควบคุมการนำเข้าบุหรี่ไฟฟ้าของประเทศไทยเป็นไปตาม “ประกาศกระทรวงพาณิชย์ พ.ศ. 2557 ภายใต้พระราชบัญญัติการส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้า พ.ศ. 2522 ซึ่งมีโทษ จำคุกไม่เกิน 10 ปีหรือปรับเป็นเงิน 5 เท่าของสินค้าที่นำเข้า หรือทั้งจำทั้งปรับพร้อมถูกริบสินค้า และพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 244 ที่บัญญัติว่า “ผู้ใดนำเข้าของที่ผ่านหรือกำลังผ่านพิธีการทางศุลกากรเข้าในราชอาณาจักร หรือส่งของดังกล่าวออกไปนอกราชอาณาจักร หรือนำของเข้าเพื่อการผ่านแดนหรือการถ่ายลำเลียงโดยหลีกเลี่ยงข้อจำกัดหรือข้อห้ามอันเกี่ยวกับของนั้น ซึ่งในที่นี้คือLanjutkanLanjutkan membaca “บุหรี่ไฟฟ้า: นานาชาติเริ่มคุมมากขึ้น เหตุอันตราย ไม่ปลอดภัย ไม่ช่วยเลิกสูบ”
หน้าฝน: กรมอนามัย เตือน ‘หน้าฝน น้ำท่วมขัง’ ระวังอันตรายจากสัตว์มีพิษ
กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข แนะนำประชาชนดูแลความปลอดภัยของตนเองช่วงที่มีฝนตกหนัก โดยให้ระวังอันตรายจากสัตว์มีพิษและแมลงพาหะนำโรค พร้อมแนะทำความสะอาดพื้นที่ภายในบ้านและ จัดสภาพแวดล้อมรอบบ้านให้โล่งเตียน เพื่อความปลอดภัยของทุกคนในครอบครัว นายแพทย์ดนัย ธีวันดา รองอธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยว่า ในช่วงที่มีฝนตกหนักอาจส่งผลให้พื้นที่ ที่เป็นหลุม เป็นบ่อ ภายในบ้านเกิดน้ำท่วมขัง กลายเป็นแหล่งที่อยู่ของสัตว์ต่างๆ โดยเฉพาะบ้านที่มีพงหญ้า สูงรก มีสวนป่าอยู่ภายในบริเวณบ้าน ควรระมัดระวังอันตรายจากสัตว์มีพิษ เพราะหากไม่มีการจัดการสิ่งแวดล้อมทั้งในบ้านและนอกบ้านที่ถูกสุขลักษณะ อาจกลายเป็นแหล่งอาหารและเป็นแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์ มีพิษตามมา โดยเฉพาะสัตว์ประเภท งู ตะขาบ ที่มักอาศัยอยู่ในบริเวณที่ชื้นแฉะ และรกทึบ จึงต้องทำความสะอาดบริเวณรอบบ้านให้โล่งเตียน ปิดช่องทางเข้าออกของงูและหนู ตรวจสอบระบบท่อไม่ให้มีรูรั่วหรือรอยแตก หากใช้สารเคมีกำจัดหนูต้องปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด และหากพบงูในบ้าน เพื่อความปลอดภัยให้โทรติดต่อผู้เชี่ยวชาญในการจับงูที่สายด่วน 199 หรือหน่วยกู้ภัยของจังหวัด “นอกจากนี้ ให้ระวังแมลงมีพิษต่าง ๆ ด้วย เช่น แมลงก้นกระดกที่มีลำตัวเป็นปล้อง ๆ มีสีดำสลับ สีแดงหรือสีแดงอมส้ม ห้ามตีหรือขยี้ด้วยมือเปล่า ให้ใช้ผ้าหรือกระดาษเขี่ยแมลงออกไป หากสัมผัสโดน ตัวแมลง พิษของมันจะทำให้ปวดแสบปวดร้อน มีอาการคัน ผิวไหม้ ผื่นแดง และเป็นตุ่มน้ำ การปฐมพยาบาลเบื้องต้น คือLanjutkanLanjutkan membaca “หน้าฝน: กรมอนามัย เตือน ‘หน้าฝน น้ำท่วมขัง’ ระวังอันตรายจากสัตว์มีพิษ”
PM 2.5: สธ.แนะปชช.เช็กค่าฝุ่นผ่านแอพพลิเคชัน Air4Thai พร้อมแนะวิธีป้องกันตัว
กระทรวงสาธารณสุข แนะประชาชนสังเกตสภาพอากาศฝุ่น PM2.5 เน้นสำรวจ ป้องกันตนเอง ปฏิบัติตามคำแนะนำ หลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้ง หากจำเป็นให้สวมหน้ากากอนามัย เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2562 นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ว่า ช่วงนี้ประเทศไทยในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะกรุงเทพมหานครและปริมณฑล พบค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 เกินค่ามาตรฐาน โดยสภาพอากาศในช่วงนี้ เรียกว่า “หนาวเทียม” อากาศมีความเย็นลง ทำให้ฝุ่นละอองไม่สามารถลอยขึ้นไปได้ หากพบการแจ้งเตือนค่าฝุ่นละออง PM2.5 อยู่ในระดับ “สีเหลือง” ให้เลี่ยงทำกิจกรรมกลางแจ้ง “สีส้ม” ต้องระมัดระวัง และ “สีแดง” ควรหยุดกิจกรรม กลางแจ้ง เช่น ออกกำลังกายหรือทำงาน นพ.สุขุม กล่าวต่อว่า หากประชาชนติดตามสภาพอากาศจะพบว่า สามารถดูได้สองลักษณะคือ 1) ค่าสภาพอากาศแบบรวม หรือ Air Quality Index (AQI) ต้องมีค่าน้อยกว่า 100 หากค่าเกิน 100 เป็นภาวะเสี่ยง ค่าเกินLanjutkanLanjutkan membaca “PM 2.5: สธ.แนะปชช.เช็กค่าฝุ่นผ่านแอพพลิเคชัน Air4Thai พร้อมแนะวิธีป้องกันตัว”
บุหรี่ไฟฟ้า: เรียกร้องคนไทย ‘หยุดสูบบุหรี่ไฟฟ้า’ ชี้เกิดผลเสียต่อสุขภาพ-ทำให้เสียชีวิต
ศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบเรียกร้องให้คนไทย “หยุดสูบบุหรี่ไฟฟ้า” เพราะบุหรี่ไฟฟ้าทำให้เสียชีวิตและก่อให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพ
นวัตกรรมฟาสต์แทร็ก พัฒนา ‘วัคซีนไข้มาลาเรีย’ ลดเวลาจาก 30 ปีเหลือ 10 ปี
คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล จับมือนักวิจัยด้านไข้มาลาเรียจากนานาชาติดำเนินโครงการ “การศึกษาการติดเชื้อมาลาเรียในประเทศไทย” ด้วยนวัตกรรมฟาสต์แทร็ก ชี้ลดเวลาการพัฒนาและประเมินวัคซีนจาก 30 ปี เหลือ 10 ปี สร้างแพลทฟอร์มใหม่การพัฒนาวัคซีนของโลก รศ.ดร.นพ.ประตาป สิงหศิวานนท์ คณบดีคณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยถึง โครงการ “การศึกษาการติดเชื้อมาลาเรียในประเทศไทย” (Malaria Infection Study Thailand: MIST) ว่าเป็นความร่วมมือของคณะเวชศาสตร์เขตร้อน โดยหน่วยวิจัยมหิดลไวแว็กซ์ (MVRU) และหน่วยวิจัยโรคเขตร้อนมหิดล-อ๊อกซ์ฟอร์ด (MORU) กับนักวิจัยนานาชาติ พัฒนากระบวนการในการประเมินวัคซีนด้วยการใช้ “นวัตกรรมแบบเร่งด่วน หรือ ฟาสต์แทร็ก” มาช่วยลดระยะเวลาจากเดิมที่ต้องใช้เวลาถึง 20 – 30 ปี ให้เหลือเพียง 10 – 15 ปี โครงการนี้จะเริ่มจากการพัฒนากระบวนการในการทดสอบวัคซีนไข้มาลาเรียสายพันธุ์ไวแว็กซ์ ซึ่งเป็นการตัดตอนที่ต้นเหตุของโรค หากประสบความสำเร็จกระบวนการนี้จะถูกนำไปใช้กับการพัฒนาวัคซีนของโรคชนิดอื่นๆ ซึ่งจะช่วยยกระดับการพัฒนาวัคซีนของโลกและประเทศไทยได้รวดเร็วขึ้น “สาเหตุที่เริ่มจากการทดสอบวัคซีนป้องกันไข้มาลาเรีย เพราะปัจจุบันทั่วโลกกำลังวิตกกับสถานการณ์เชื้อดื้อยาของไข้มาลาเรียที่กลับมาแพร่ระบาด ขณะที่รัฐบาลไทยก็ให้ความสำคัญและตั้งเป้ากำจัดไข้มาลาเรียให้หมดจากประเทศภายในปี 2567 สอดคล้องกับที่องค์การอนามัยโลกตั้งเป้าจะให้ไข้มาลาเรียหมดไปจากโลกภายในปี 2573 ด้าน ดร.นิโคลัส เดย์ ผู้อำนวยการหน่วยวิจัยโรคเขตร้อนมหิดล-อ๊อกซ์ฟอร์ดLanjutkanLanjutkan membaca “นวัตกรรมฟาสต์แทร็ก พัฒนา ‘วัคซีนไข้มาลาเรีย’ ลดเวลาจาก 30 ปีเหลือ 10 ปี”
5 พฤษภา ‘วันโรคหืดโลก’ ผู้ป่วยจะอยู่อย่างไรในยุคโควิด 19 !!?
เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนและวิตกกังวลกันไปใหญ่ สอดรับกับที่องค์การอนามัยโลก (WHO) และองค์การหืดโลก Global Initiative for Asthma กำหนดให้วันอังคารแรกของเดือนพฤษภาคมของทุกปีเป็น “วันโรคหืดโลก” (world asthma day) ซึ่งในปีนี้ตรงกับวันที่ 5 พ.ค. 2563
เบาหวาน: กินอาหารนอกบ้านอย่างไรให้เป็นสุข
การกินอาหารนอกบ้านเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต เพราะการทำอาหารกินเองคนเดียว บางครั้งมันก็จะเหงาเกินไป ยิ่งในผู้ป่วยด้วยแล้วกำลังใจนั้นสำคัญ ความหดหู่ เศร้า เหงา ซึม ส่งผลที่ไม่ดีต่อการรักษาโรคสูงมาก การออกไปพบปะสังสรรค์กับเพื่อนฝูงและครอบครัวก็ดูจะเป็นทางออกที่ดี ในปัจจุบันการกินข้าวนอกบ้านไม่ใช่สิ่งต้องห้ามอีกแล้วสำหรับผู้เป็นเบาหวาน การออกไปหาอาหารอร่อยๆ รสชาติถูกปาก ก็เป็นการเปลี่ยนบรรยากาศให้ชีวิตมีความสุขขึ้นได้ หรือแม้แต่ในวันที่ไม่อยากทำอะไรจะเลือกซื้ออาหารสำเร็จรูปตามร้าน หรือสั่งอาหารฟาสต์ฟู้ด ใช้บริการเดลิเวอรี่มาส่งอาหารโดยไม่ต้องออกไปไหนก็ง่าย และสะดวกดี แค่ต้องเลือกเมนูที่เหมาะสม และมีปริมาณที่พอดีต่อสุขภาพ รวมถึงการเรียนรู้การตรวจระดับน้ำตาลในเลือดด้วยตนเอง (Self-monitoring of blood glucose, SMBG) เป็นประจำก็เป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยให้เกิดการเรียนรู้การปรับพฤติกรรมการกินอาหาร เพื่อช่วยให้ควบคุมน้ำตาลได้ดีขึ้น และลดโรคแทรกซ้อนจากเบาหวาน ปี 2017 มีคนไทยเป็นเบาหวาน 4.2 ล้านคน มีผู้ที่ไม่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นเบาหวานถึง 1.8 ล้านคน และมีผู้ที่มีความเสี่ยงที่จะเป็นเบาหวานถึง 8.2 ล้านคน คนเป็นเบาหวาน หรือมีความเสี่ยงที่จะเป็นเบาหวาน จะต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินอาหารและออกกำลังกายอย่างเหมาะสม แต่อาจจะยังมีความเข้าใจไม่ถูกต้องเกี่ยวกับการดูแลตัวเองที่ถูกวิธีและดีต่อสุขภาพ คนเป็นเบาหวาน จะกินข้าวนอกบ้านอย่างไรให้เป็นสุข ข้อมูลจาก อ.ศัลยา คงสมบูรณ์เวช นักกำหนดอาหารขึ้นทะเบียนวิชาชีพ (สหรัฐอเมริกา) กรรมการบริหาร มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ ให้คำแนะนำว่า โรคเบาหวานLanjutkanLanjutkan membaca “เบาหวาน: กินอาหารนอกบ้านอย่างไรให้เป็นสุข”
ชานมไข่มุก: พลังงานสูง 1 แก้ว รับถึง 360 กิโลแคลอรี แนะเลี่ยงได้ จะดีต่อสุขภาพ
กรมอนามัย เตือนกินชานมไข่มุกบ่อย ๆ เสี่ยงโรคอ้วน เบาหวาน หัวใจและหลอดเลือด แนะประเมินร่างกายก่อนกินเนื่องจากให้ปริมาณต่อแก้วสูงถึง 360 กิโลแคลอรี หากเลี่ยงได้ก็จะดีต่อสุขภาพ พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ รองอธิบดีกรมอนามัยและโฆษกกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า คนที่จะดื่มชานมไข่มุกต้องประเมินตนเองด้วยว่าเสี่ยงต่อภาวะอ้วนหรือไม่ เพราะหากดื่มเป็นประจำอาจทำให้น้ำหนักเพิ่มอย่างรวดเร็วและนำไปสู่การเป็นโรคอ้วน เบาหวาน หัวใจและหลอดเลือดได้ เนื่องจากชานมไข่มุกส่วนใหญ่เป็นการเติมน้ำตาล น้ำเชื่อม นมผง ครีมเทียม และไข่มุกลงในชา ซึ่งทำให้ได้พลังงานมากขึ้นกว่าน้ำชาทั่วไปมาก โดยข้อมูลทางโภชนาการระบุว่า ชานมไข่มุก 1 แก้ว ให้พลังงาน ประมาณ 240 – 360 กิโลแคลอรี โดยร่างกายจะได้รับคาร์โบไฮเดรต 45 – 62 กรัม ไขมัน 0 – 14 กรัม โปรตีน 0.4 – 2 กรัม ความแตกต่างของพลังงานและสารอาหารขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำตาลหรือน้ำเชื่อม ไข่มุก นมผง และครีมเทียมที่ใส่ลงไป ซึ่งไข่มุกที่อยู่ในชานมไข่มุกนั้น ผลิตจากแป้งมันสำปะหลัง จัดอยู่ในอาหารหมวดเดียวกับแป้งและน้ำตาลLanjutkanLanjutkan membaca “ชานมไข่มุก: พลังงานสูง 1 แก้ว รับถึง 360 กิโลแคลอรี แนะเลี่ยงได้ จะดีต่อสุขภาพ”
กัญชา: ทางการแพทย์ : เรื่องเร่งด่วน
ความจำเป็นอย่างรีบด่วนขณะนี้ คือ ต้องยอมรับว่ากัญชาคือสมุนไพรไม่ซับซ้อน ใช้ได้ทั่วร่าง ของพืช ตัน ใบ ดอก จะใช้ด้วยกระบวนการแบบใด อย่างไร สามารถเลือกได้ และวิธีใช้เป็นที่ทราบกันดีในระดับหนึ่งอยู่แล้วในผู้ที่ใช้ตามบ้านอยู่ที่ผู้ที่ไม่เคยใช้มาก่อนและได้รับพืชกัญชาในลักษณะต่างๆจะใช้ไม่เป็นและถามใครๆก็ไม่ได้ก็จะใช้ตามคำโฆษณาและเกิดผลร้าย การยอมรับการใช้ในลักษณะนี้ให้เป็นการใช้ในระบบเป็นเรื่องเร่งด่วนเพื่อป้องกันอันตรายที่จะเกิดขึ้น และถ้าไม่ทำก็เป็นการส่งเสริมให้มีการผลิตกัญชาเพื่อหลอกลวงผู้ป่วยไปอีกการสอนแพทย์ต่อจากนี้ต้องเน้นการให้คำแนะนำกับกัญชาในลักษณะนี้ ซึ่งที่อบรมไปแล้วก็จะมีประสบการณ์ในลักษณะนี้มาตลอด และไม่ได้เป็นเรื่องที่น่าประหลาดการให้ความรู้ผู้ออกกฎเกณฑ์ระเบียบปรับความคิดเป็นเรื่องสำคัญที่สุดว่าพืชกัญชาจะผลิตอย่างไรสายพันธุ์ใด ใช้ได้หมดและถ้าใช้ขนาดใดไม่เป็น เริ่มด้วยขนาดไม้จิ้มฟันรายงานจากชมรมล่าสุดที่มีการพัฒนาสายพันธุ์ สายพันธุ์ดีที่สุดในขณะนี้ที่ใช้รักษาคนไข้ผมที่เป็นมะเร็งในสมอง GBM ใช้สายพันธุ์ของต่างประเทศกิโลกรัมละ 700,000 บาทเทียบในประเทศคือกิโลกรัมละ 7,000 บาท ได้ผลเร็วและดีขึ้นอย่างมหาศาลจากการตรวจคอมพิวเตอร์สมองล่าสุดการพัฒนาสายพันธุ์เหล่านี้เป็นการต่อยอดการวิจัยการใช้กัญชาทางการแพทย์ในระยะที่สองและที่สาม โดยที่ขณะนี้สามารถใช้สายพันธ์ที่อยู่ในประเทศไทยไปก่อนได้ดังที่ปลูกตามบ้านขณะนี้
กัญชา: เสพแล้วยังไงก็ไม่ตายจริงไหม?
คำตอบคือ…ไม่จริงครับ!!! ข้อมูลชัดเจนว่าตายได้ ยกตัวอย่างรายงานจากศูนย์พิษวิทยาของมลรัฐโอเรกอน/อลาสก้า ของประเทศสหรัฐอเมริกา ตีพิมพ์ล่าสุดในวารสารวิชาการแพทย์ระดับสากล Clinical Toxicology ฉบับสิงหาคม 2019 เค้ารายงานเคสที่ได้รับกัญชาในรูปแบบต่างๆ จนต้องหามส่งโรงพยาบาล ระหว่างธันวาคม 2015 ถึงเมษายน 2017 มีจำนวน 253 ราย คนที่โดนหามมานั้น อายุตั้งแต่ 8 เดือน ถึง 96 ปี อายุเฉลี่ย (มัธยฐาน) 20 ปี เพศชายต่อเพศหญิงมีจำนวนพอๆ กัน ราวครึ่งนึงอายุน้อยกว่า 18 ปี หรือเป็นเด็กและวัยรุ่นนั่นเอง ส่วนใหญ่ที่เกิดปัญหามักมาจาก “การกิน” ผลิตภัณฑ์ในรูปแบบต่างๆ ที่น่าสนใจคือ เด็กๆ มักได้รับกัญชาจากของกินที่ทำเองภายในบ้าน ส่วนผู้ใหญ่นั้นมักซื้อหามาจากร้านค้า เด็กๆ นั้นมักไม่ได้ตั้งใจเสพ ถึงร้อยละ 98 แต่ผู้ใหญ่มักจะตั้งใจ ร้อยละ 88 ถามว่าแล้วหามมาส่งโรงพยาบาลแล้วเป็นอย่างไรบ้าง? 8 รายต้องนอนไอซียู 3 รายต้องใส่ท่อช่วยหายใจ แล้วมีตายไหมLanjutkanLanjutkan membaca “กัญชา: เสพแล้วยังไงก็ไม่ตายจริงไหม?”