กรมการแพทย์เผยรายละเอียดผลการศึกษา “ยาโมลนูพิราเวียร์” รักษาโควิดตั้งแต่อาการเล็กน้อยถึงปานกลางได้ผลดีช่วยลดการนอนโรงพยาบาลและป้องกันการเสียชีวิต เมื่อได้รับยาภายใน 5 วัน ขณะเดียวกันผู้เชี่ยวชาญเตรียมพิจารณาข้อมูลการใช้ ย้ำ! ผลการศึกษายังไม่ครอบคลุมหญิงตั้งครรภ์และเด็ก เมื่อวันที่ 6 ต.ค. 2564 นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ แถลงข่าวความคืบหน้ายาต้านไวรัสโควิด 19 "ยาโมลนูพิเวียร์" ว่า วัคซีนโควิด 19 ช่วยลดผู้ป่วยอาการหนักและเสียชีวิตได้ แต่ฉีดแล้วยังมีโอกาสติดเชื้อและบางรายอาจมีอาการได้ กรมการแพทย์ได้พูดคุยกับบริษัทต่างๆ ที่ทดลองยาต้านไวรัสในต่างประเทศ ยาโมลนูพิราเวียร์เป็นตัวหนึ่งที่หารือมาตลอด ทั้งนี้ ยาโมลนูพิราเวียร์เป็นยาต้านไวรัส โดยออกฤทธิ์ยับยั้งการจำลองตัวเองของเชื้อไวรัสที่จะแบ่งตัวเพื่อเพิ่มจำนวนได้เกือบทุกสายพันธุ์ของโควิดที่มีอยู่ในปัจจุบัน ทั้งสายพันธุ์ดั้งเดิม เดลตา แกมมา หรือมิว ก็พิสูจน์ว่ายับยั้งการเพิ่มจำนวนได้ สำหรับการศึกษาวิจัย ก่อนหน้านี้มีการศึกษาวิจัยแบบสุ่มที่เรียกว่า MOVE-IN Trial ในกลุ่มผู้ป่วยอาการหนัก ซึ่งพบว่าไม่ได้ผล ส่วนการศึกษาแบบ MOVE-OUT Trial ซึ่งในระยะที่ 1 และ 2 ได้ผลดี จึงมีการศึกษาวิจัยในระยะที่ 3 โดยศึกษาในผู้ป่วยอาการเล็กน้อยถึงปานกลางที่ไม่ได้รับวัคซีน และมีปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดอาการรุนแรงอย่างน้อย 1 ปัจจัยอ่านเพิ่มเติม "COVID-19: เปิดขั้นตอนนำเข้า “ยาโมลนูพิราเวียร์” ในประเทศไทย หากขึ้นทะเบียน อย.สหรัฐแล้ว!!"
โรงพยาบาลอัจฉริยะ: จ.แพร่ ปรับใช้ระบบ IPD Paperless สำเร็จ อีกหนึ่งก้าวสำคัญของการพัฒนา Smart Hospital ใน รพ.ชุมชน
นายแพทย์เกรียงศักดิ์ ธนอัศวนนท์ ผู้อำนวยการ โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเด่นชัย จังหวัดแพร่ ได้เริ่มทำการปรับ การทำงานของผู้ป่วยใน จาก กระดาษ ไปสู่ Digital (ดิจิทัล) ได้สำเร็จ เป็น รพ.แรกของจังหวัดแพร่ กับโครงการ IPD Paperless “ ผมเชื่อว่า การเปลี่ยนแปลงองค์กรจากการใช้กระดาษ ไปสู่การทำงานแบบ ดิจิทัล นั้นเป็นเรื่องที่ต้องได้รับความร่วมมือ ร่วมใจจากทุกหน่วยงานในโรงพยาบาล เราใช้เวลาในการขึ้นระบบ และ transform ward จากกระดาษ เป็น ดิจิทัล เพียง 2-3 วัน เท่านั้น นี่เป็นกระบวนการที่รวดเร็วและเห็นผลสัมฤทธิ์อย่างดีเยี่ยม ต้องขอบคุณความพร้อมของทีมงานและหน่วยงานทุกภาคส่วนที่ให้ความร่วมมือกันเป็นอย่างดี เชื่อว่าการนำเทคโนโลยีที่เหมาะสมมาใช้ และมีทีมงานที่พร้อม เข้าใจ ยอมรับการเปลี่ยนแปลงเป็นตัวแปรที่สำคัญ ในการเริ่มต้นการใช้งานที่สำเร็จ เพื่อให้เกิด ผลลัพธ์ที่ดีในการดูแลผู้ป่วย ” จากความสำเร็จในครั้งนี้ นพ.เกรียงศักดิ์ ยังได้มองเห็นถึงภาพรวมใหญ่ของจังหวัดแพร่ ที่จะขยายการใช้งาน IPD paperless ให้ไปในทุก รพ.อำเภอทั่วทั้งจังหวัด เพื่อสนับสนุนการใช้งานอ่านเพิ่มเติม "โรงพยาบาลอัจฉริยะ: จ.แพร่ ปรับใช้ระบบ IPD Paperless สำเร็จ อีกหนึ่งก้าวสำคัญของการพัฒนา Smart Hospital ใน รพ.ชุมชน"
COVID-19: 10 หลัก ดูแลตนเองของคนวัยเกษียณ ในยุค New Normal
กรมอนามัย แนะ คนวัยเกษียณใช้หลัก 10 ข้อปฏิบัติ เพื่อดูแลและป้องกันโควิด-19 ขั้นสูงสุดตามแนวคิด Universal Prevention พร้อมดำเนินวิถีชีวิตในยุค New Normal นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดโรคโควิด-19 ประชาชนก็ยังคงต้องปฏิบัติตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะผู้เกษียณอายุที่ก้าวสู่วัยผู้สูงอายุ ควรมีการปรับตัวตามแนวทางวิถีชีวิตใหม่ (New Normal) ภายใต้การป้องกันตนเองขั้นสูงสุดแบบครอบจักรวาล Universal Prevention ป้องกันโควิด-19 ตามหลัก 10 ข้อปฏิบัติดังนี้ ออกจากบ้านเมื่อจำเป็นเท่านั้น เว้นระยะห่างจากคนอื่นอย่างน้อย 1-2 เมตร ทุกสถานที่สวมหน้ากากอนามัยและทับด้วยหน้ากากผ้าตลอดเวลา ทั้งนอกบ้านและในบ้านและเมื่ออยู่ร่วมกับผู้อื่นล้างมือบ่อย ๆ ด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์หลีกเลี่ยงการใช้มือสัมผัสหน้ากาก ใบหน้า ตา ปาก จมูกผู้ที่เป็นกลุ่มเสี่ยง ผู้สูงอายุ และผู้ที่เป็นโรคเรื้อรังให้เลี่ยงออกนอกบ้านทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรคบนพื้นผิวที่สัมผัสบ่อย ๆแยกของใช้ส่วนตัวทุกชนิด ไม่ควรใช้ของร่วมกับผู้อื่นงดกินข้าวร่วมกันและเลือกกินอาหารที่ร้อนหรือ ปรุงสุกใหม่หากสงสัยว่าตนเองมีความเสี่ยง ควรตรวจด้วย ATK หรือไปรับการตรวจรักษาที่สถานพยาบาลใกล้บ้าน ด้านการดูแลสุขภาพผู้เกษียณควรมีการเตรียมตัวหรือการวางแผน เพื่อเป็นผู้สูงอายุที่มีคุณภาพ ด้วยการกินอาหารที่มีประโยชน์ครบทั้ง 5 หมู่ที่หลากหลาย ไม่จำเจ เลือกกินข้าวกล้องหรือข้าวซ้อมมือ เพื่อให้ได้วิตามินอ่านเพิ่มเติม "COVID-19: 10 หลัก ดูแลตนเองของคนวัยเกษียณ ในยุค New Normal"
COVID-19: หลังฉีดวัคซีนโควิดให้นักเรียน หากเกิดผลข้างเคียง ยื่นเรื่องรับเงินช่วยเหลือเบื้องต้นจาก สปสช.ได้
สปสช.ขานรับนโยบายรัฐบาลฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ให้กับเด็กนักเรียนอายุ 12 ปีขึ้นไป หากเกิดอาการไม่พึงประสงค์หลังฉีดวัคซีน สปสช.จัดระบบช่วยเหลือเบื้องต้นดูแล ขอยื่นเรื่องรับเงินช่วยเหลือได้ ย้ำรายงานผู้เกิดผลข้างเคียงมีไม่มาก นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า ตามที่รัฐบาลมีนโยบายฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ให้กับเด็กนักเรียนอายุ 12 ปีขึ้นไป โดยเป้าหมาย 5,048,000 รายทั่วประเทศ เริ่มต้นฉีดเมื่อวันที่ 4 ต.ค. 64 เป็นวันแรก โดยเป็นวัคซีนชนิด mRNA ผลิตโดย บริษัท ไฟเซอร์ ร่วมกับ บริษัท ไบโอเอ็นเทค เพื่อเป็นการให้วัคซีนครอบคลุมประชากรทุกกลุ่มอายุที่สามารถรับการฉีดวัคซีนได้ ลดอัตราการป่วยรุนแรงและเสียชีวิต รวมทั้งสร้างภูมิคุ้มกันให้กับประเทศได้ อย่างไรก็ตามที่ผ่านมา จากข้อมูลระบบการรายงานอาการไม่พึงประสงค์จากการได้รับวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ของ CDC ประเทศสหรัฐอเมริกา แม้ว่าจะมีรายงานผลข้างเคียงการเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบและเยื้อหุ้มหัวใจอักเสบ หลังจากการฉีดวัคซีนชนิด mRNA แต่ด้วยจำนวนผู้ที่เกิดผลข้างเคียงนี้มีไม่มากและประโยชน์ที่ได้รับจากฉีดวัคซีนมีมากกว่า ทางองค์การอนามัยโลก รวมถึงราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย และกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ยังคงแนะนำให้เด็กนักเรียนช่วงอายุดังกล่าวเข้ารับการฉีดวัคซีนโควิด-19 นี้ ทั้งนี้เพื่อเฝ้าระวังและไม่ประมาท ที่ผ่านมาคณะทำงานจัดทำแนวทำงานวินิจฉัยและรักษาโรคกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบหรือเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบภายหลังการได้รับวัคซีน mRNA ซึ่งประกอบด้วยสมาคมแพทย์โรคหัวใจแห่งประเทศไทยอ่านเพิ่มเติม "COVID-19: หลังฉีดวัคซีนโควิดให้นักเรียน หากเกิดผลข้างเคียง ยื่นเรื่องรับเงินช่วยเหลือเบื้องต้นจาก สปสช.ได้"
ภูมิคุ้มกันบำบัด: รู้จักกับทั้ง 5 ชนิด
หนึ่งในโรคร้ายที่ใครๆ ก็ไม่อยากให้เฉียดกรายเข้ามาในชีวิต ก็คือ มะเร็ง ซึ่งเป็นเนื้องอกร้ายที่เกิดจากการเติบโตของเซลล์ที่ผิดปกติ จนสามารถลุกลามไปยังอวัยวะต่างๆ ผ่านระบบน้ำเหลืองหรือกระแสเลือด ที่น่าตกใจก็คือ ชนิดของมะเร็งที่นับวันจะยิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยปัจจุบันพบว่ามีมากกว่า 100 ชนิดแล้ว! เหตุผลที่มะเร็งคือมัจจุราชที่น่ากลัว ก็เพราะความสามารถในการหลบหลีกการตรวจสอบจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ทำให้ไม่ว่าจะรักษาด้วยเคมีบำบัดหรือการฉายรังสีก็ไม่สามารถเอาชนะมะเร็งได้ ดังนั้น การบำบัดด้วยระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย (Immunotherapy) จึงเป็นอีกทางเลือกที่วงการแพทย์ฝากความหวังเอาไว้ Immunotherapy คือ การรักษาโรคมะเร็งโดยอาศัยหลักการทำงานของภูมิคุ้มกัน โดยเมื่อมีสิ่งแปลกปลอมเข้าสู่ร่างกาย ระบบภูมิคุ้มกันจะถูกกระตุ้นให้ทำการกำจัดสิ่งแปลกปลอมนั้นออกจากร่างกาย วิธีรักษาจึงทำโดยการมาร์คจุดไว้ในเซลล์มะเร็ง เพื่อให้ระบบภูมิคุ้มกันตรวจพบและกำจัดได้ง่ายขึ้น ซึ่งทำได้หลายวิธี ทั้งการฉีดโดยตรงเข้าสู่กระแสเลือด (Intravenous (IV) การกินเป็นแคปซูลทางปาก หรือทาที่ผิวหนัง ซึ่งสามารถใช้ได้กับมะเร็งผิวหนังในระยะแรกๆ หรือฉีดตรงเข้าไปในกระเพาะปัสสาวะ สำหรับมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ ชนิดและการทำงานภูมิคุ้มกันบำบัดรักษามะเร็ง ภูมิคุ้มกันบำบัดมีหลากหลายวิธีในการนำสารกระตุ้นเข้าสู่ร่างกายเพื่อรักษามะเร็งชนิดต่าง ๆ ซึ่งแต่ละชนิดก็จะมีการทำงานกับกลไกร่างกายเพื่อทำการรักษาที่แตกต่างกันออกไป โดยภูมิคุ้มกันบำบัดจะแบ่งได้ 5 ชนิด ดังนี้ ภูมิคุ้มกันบำบัดแบบโมโนโคลนอลแอนติบอดี (Monoclonal Antibody) คือ• การให้ยาสารภูมิต้านทานหรือแอนติบอดีที่มีความจำเพาะกับเซลล์มะเร็ง• การทำงานของยาเข้าไปควบคุมการเจริญเติบโตหรือควบคุมการสังเคราะห์โปรตีนในเซลล์มะเร็งได้ภูมิคุ้มกันบำบัดแบบไม่จำเพาะ (Non-specific Immunotherapy) คือ• การให้ยาสารภูมิต้านทานหรือแอนติบอดีที่ไม่จำเพาะ มักใช้พร้อมกับหรือหลังการรักษาด้วยวิธีการอื่น ๆ เช่น การใช้ยาเคมีบำบัดหรือรังสีรักษา• การทำงานของยาเข้าไปเพิ่มประสิทธิภาพของระบบภูมิคุ้มกันหรือภูมิต้านทานของร่งกายในการทำลายเซลล์มะเร็งภูมิคุ้มกันบำบัดแบบใช้ไวรัสรักษามะเร็ง (Oncolytic Virus Therapy)อ่านเพิ่มเติม "ภูมิคุ้มกันบำบัด: รู้จักกับทั้ง 5 ชนิด"
UNIATF Award: กรมอนามัย รับรางวัลผ่านผลงานเด่น “ผลักดันนโยบายภาษีเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของน้ำตาล”
กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข รับรางวัล United Nations Inter-Agency Task Force (UNIATF Award) on the Prevention and Control of Non-communicable Diseases ในการประชุม side event ของการประชุมองค์การสหประชาชาติ ครั้งที่ 76 นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ได้รับรางวัล United Nations Inter-Agency Task Force (UNIATF Award) on the Prevention and Control of Non-communicable Diseases ในการประชุม side event ของการประชุมองค์การสหประชาชาติ ครั้งที่ 76 ในวันที่ 22อ่านเพิ่มเติม "UNIATF Award: กรมอนามัย รับรางวัลผ่านผลงานเด่น “ผลักดันนโยบายภาษีเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของน้ำตาล”"
COVID-19: จุฬาภรณ์เปิดลงทะเบียนรับ “ยาน้ำเชื่อมฟาวิพิราเวียร์” 6 ส.ค.นี้ ช่วยผู้ป่วยกลุ่มกลืนยาเม็ดไม่ได้
ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เผยความสำเร็จผลิต “ยาน้ำเชื่อมฟาวิพิราเวียร์” ให้เด็กและผู้ใหญ่ที่ไม่สามารถกลืนยาเม็ดได้ พร้อมเปิดลงทะเบียนขอรับยาผ่านเว็บไซต์ https://favipiravir.cra.ac.th ตั้งแต่วันที่ 6 ส.ค. 64 โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ แต่การใช้ต้องแพทย์สั่งเท่านั้น เพราะต้องติดตามอาการผลข้างเคียง และยานี้ต้องใช้ภายใน 30 วัน พร้อมเดินหน้าหาความร่วมมือ รพ.อื่นๆ ช่วยผลิตร่วมกัน เหตุจุฬาภรณ์ผลิตให้ผู้ป่วยได้เพียงสัปดาห์ละ 100 ราย หรือวันละ 20 ราย เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 5 ส.ค. 2564 นพ.นิธิ มหานนท์ เลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ แถลงข่าวผ่านระบบออนไลน์กรณีการชี้แจงข้อมูลผ่านช่องทางออนไลน์การพัฒนาและคิดค้นสูตร“ตำรับยาน้ำเชื่อมฟาวิพิราเวียร์” สำหรับผลิตในโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ (Hospital preparation) ต้านเชื้อไวรัสสำหรับเด็ก และผู้ป่วยที่มีความลำบากในการกลืนยาเม็ด ตำรับแรกในประเทศไทย ว่า ปัจจุบันการระบาดโควิดเพิ่มขึ้นมาก และผู้ติดเชื้อในเด็กก็มาก ขณะที่วัคซีนในเด็กยังไม่เป็นที่รับรองอย่างกว้างขวาง ซึ่งเมื่อเด็กได้รับเชื้อก็จะไปแพร่เชื้อในผู้ใหญ่ได้ และสิ่งที่เป็นห่วงคือ แม้จะได้รับวัคซีนและเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ มีการกระจายการฉีดแม้จะช้านิด แต่ก็ไปได้ อย่างไรก็ตามจะมีการติดเชื้อไประยะหนึ่ง ดังนั้น สิ่งสำคัญในการป้องกันไม่ให้คนรับเชื้อแล้วและมีอาการหนัก และเสี่ยงเสียชีวิต สิ่งที่ทำได้คืออ่านเพิ่มเติม "COVID-19: จุฬาภรณ์เปิดลงทะเบียนรับ “ยาน้ำเชื่อมฟาวิพิราเวียร์” 6 ส.ค.นี้ ช่วยผู้ป่วยกลุ่มกลืนยาเม็ดไม่ได้"
COVID-19: จังหวัดอีสานใต้พร้อมรับพี่น้องที่ติดเชื้อโควิด-19 กลับภูมิลำเนา
จังหวัดอีสานใต้พร้อมรับพี่น้องที่ติดเชื้อโควิด-19 ใน กทม.-ปริมณฑล กลับไปรักษาตัวในภูมิลำเนา แนะโทรแจ้งล่วงหน้าผ่านหมายเลขโทรศัพท์ที่แต่ละจังหวัดจัดเตรียมไว้ก่อนหรือลงทะเบียนที่เว็บไซต์ สปสช.เพื่อจะได้เตรียมเตียง สถานที่และยา พร้อมประสานจัดหารถรับส่งฟรี วันที่ 24 กรกฎาคม 2564 นพ.พงศ์เกษม ไข่มุกด์ ผู้ตรวจราชการเขตสุขภาพที่ 9 กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ผู้ป่วยโควิด-19 ที่เพิ่มมากขึ้นในพื้นที่ กทม.และปริมณฑล จนเตียงไม่เพียงพอ ผู้ป่วยจำนวนมากไม่มีเตียงรองรับ ขณะเดียวกัน ก็มีประชากรจำนวนหนึ่งที่แม้ทำงานใน กทม.และปริมณฑล แต่มีภูมิลำเนาอยู่ต่างจังหวัดโดยเฉพาะประชากรจากภาคอีสานซึ่งมีจำนวนมาก ทางเขตสุขภาพที่ 9 ซึ่งประกอบด้วยจังหวัดนครราชสีมา ชัยภูมิ สุรินทร์ บุรีรัมย์ รวมถึงจังหวัดในเขต 10 อาทิเช่น ศรีสะเกษ อุบลราชธานี ยโสธร และ อำนาจเจริญ เป็นต้น จึงพร้อมรับตัวพี่น้องที่ไปทำงานใน กทม.และปริมณฑล ที่ติดเชื้อโควิด-19 กลับมารักษาในภูมิลำเนา "เรื่องนี้ทางบุรีรัมย์เป็นโมเดลต้นแบบ ทางภาคีเครือข่ายและผู้นำในจังหวัดเขามองว่าลูกหลานทำไมต้องไปนอนรอความเจ็บป่วยอยู่ที่ กทม.และปริมณฑล ถ้าพอจะกลับบ้านได้ก็เอากลับมาดูแลที่ภูมิลำเนาก็ได้ จึงเป็นที่มาของเรื่องนี้ แต่การย้ายกลับบ้านไม่ใช่ปุ๊ปปั๊บย้ายมาเลยเพราะอาจแพร่เชื้อให้คนอื่น ผู้ป่วยต้องติดต่อมาทางจังหวัดก่อนว่ามีความประสงค์จะกลับภูมิลำเนา โดยสามารถลงทะเบียนได้ที่เว็บไซต์ของ สปสช. https://crmdci.nhso.go.th/ หรือโทร.แจ้งที่สายด่วนอ่านเพิ่มเติม "COVID-19: จังหวัดอีสานใต้พร้อมรับพี่น้องที่ติดเชื้อโควิด-19 กลับภูมิลำเนา"
COVID-19: สภากาชาดเปิดรายชื่อ 38 อบจ.รับจัดสรรวัคซีนโมเดอร์นา
สภากาชาดไทย แจ้งความคืบหน้าวัคซีนโมเดอร์นา จัดสรร อบจ.รวม 38 จังหวัด พร้อมทยอยจัดสรรวัคซีนให้ไปดำเนินการฉีดแก่ประชาชนตามกลุ่มที่กำหนด โดยห้ามคิดมูลค่ากับปชช. เริ่มจัดสรรตั้งแต่เดือน ต.ค. 64 เป็นต้นไป เมื่อวันที่ 24 ก.ค. 2564 สภากาชาดไทย ออกประกาศกรณีการจัดสรรวัคซีนโควิด “โมเดอร์นา” ว่า ตามที่สภากาชาดไทยได้มีหนังสือแจ้งไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ เรื่องขอความร่วมมือในการแจ้งจองวัคซีนสำหรับฉีดให้แก่ประชาชนกลุ่มเปราะบางและกลุ่มอื่น ๆ โดยไม่คิดมูลค่า ตามแนวทางการบริหารจัดการวัคซีนสำหรับประชาชนของสภากาชาดไทย โดยกำหนดให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดสั่งจองเข้ามายังสำนักงานบริหารกิจการเหล่ากาชาด สภากาชาดไทย ภายในเวลา 12.00 น. ของวันที่ 21 กรกฎาคม 2564 นั้น สภากาชาดไทย ขอเรียนให้ทราบว่า ขณะนี้มีองค์การบริหารส่วนจังหวัดทั้งสิ้น 38 จังหวัดที่ดำเนินการแจ้งการจองวัคซีนเข้ามายังสภากาชาดไทย ประกอบด้วย องค์การบริหารส่วนจังหวัด(อบจ.) นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ เชียงใหม่ ชลบุรี ราชบุรี อุดรธานี สระบุรี มหาสารคาม สิงห์บุรี ลำพูน กระบี่ แพร่อ่านเพิ่มเติม "COVID-19: สภากาชาดเปิดรายชื่อ 38 อบจ.รับจัดสรรวัคซีนโมเดอร์นา"
COVID-19: แจงข้อสงสัยข้อมูล “หมอพร้อม” เพราะอะไรฉีดวัคซีนโควิดครบ! แต่ข้อมูลไม่โชว์
สธ.เผยระบบ “หมอพร้อม” เป็น Digital Health Pass โดยสมบูรณ์ แสดงผลการฉีดวัคซีนโควิดและผลตรวจหาเชื้อ เชิญชวนร้านยา คลินิก แล็บเอกชน เข้าร่วมเป็น “หมอพร้อม สเตชั่น” บันทึกผลตรวจโควิดเข้าระบบ ส่วนผู้ที่ฉีดวัคซีนแล้วยังไม่มีข้อมูลขึ้นในหมอพร้อม เกิดจากศูนย์ฉีดยังไม่ได้ลงข้อมูลหรือลงข้อมูลผิด ให้ติดต่อศูนย์ฉีดแก้ไข เมื่อวันที่ 1 พ.ย. 2564 นพ.โสภณ เมฆธน ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ในฐานะประธานอนุกรรมการอำนวยการบริหารจัดการการให้วัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 กล่าวว่า ขณะนี้ระบบหมอพร้อมเข้าสู่การเป็น Digital Health Pass อย่างสมบูรณ์แล้ว สามารถใช้เป็นหลักฐานแสดงการรับวัคซีนโควิด 19 และผลการตรวจหาเชื้อโควิด 19 ทั้งแบบ RT-PCR และ ATK ซึ่งหน่วยบริการต่าง ๆ จะเป็นผู้ลงข้อมูลผลการตรวจ โดยในส่วนของสถานพยาบาลภาครัฐจะดำเนินการในระบบเดิมที่มีอยู่แล้ว ส่วนภาคเอกชนจะมีระบบ “หมอพร้อม สเตชั่น” สำหรับลงข้อมูล จึงขอเชิญชวนให้ร้านขายยา คลินิกเอกชน และห้องแล็บเอกชนต่างๆ ลงทะเบียนเข้าร่วมเป็นหมอพร้อม สเตชั่น โดยพื้นที่อ่านเพิ่มเติม "COVID-19: แจงข้อสงสัยข้อมูล “หมอพร้อม” เพราะอะไรฉีดวัคซีนโควิดครบ! แต่ข้อมูลไม่โชว์"
สเตรปโตค็อกคัส: ระวังไข้หูดับ เสี่ยงถึงตาย
ฉบับนี้ นพ.พรเทพ ศิริวนาสังสรรค์ อธิบดีกรมควบคุมโรค เตือนให้ประชาชนเฝ้าระวัง “โรคไข้หูดับ” หรืออาจรู้จักกันในเรื่อง โรค “สเตรปโตค็อกคัส ซูอิส” โดยโรคไข้หูดับในบ้านเรา มักเกิดจากการติดเชื้อผ่านสารคัดหลั่งของหมู เช่น น้ำมูก น้ำลาย โดยผู้ที่มีความเสี่ยงส่วนใหญ่ มาจากการเป็นผู้จำหน่าย หรือผู้ที่รับประทานหมูแบบดิบๆ สุกๆ เช่น ลาบ หลู้ โดยส่วนใหญ่ในประเทศไทยมักจะระบาดในภาคอีสานและภาคเหนือ ซึ่งลาบดิบๆ ยังเป็นอาหารยอดนิยมของพื้นที่ดังกล่าว โดยจังหวัดที่มีผู้ป่วยโรคไข้หูดับสูง ได้แก่ จ.เชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง ลำพูน พะเยา แพร่ น่าน เพชรบูรณ์ พิษณุโลก ตาก นครสวรรค์ นครพนม สกลนคร อุดรธานี และขอนแก่น นอกจากจะทำให้หูดับแล้ว ยังอาจทำให้ผู้ป่วยหูหนวกทั้งสองข้าง หากลุกลามมากขึ้นก็อาจเกิดอาการจากการติดเชื้อในกระแสเลือด หรือเยื้อหุ้มสมองอักเสบจนเสียชีวิตได้ ทั้งนี้ นพ.พรเทพ กล่าวว่า ส่วนใหญ่ผู้ที่มีความเสี่ยงกับเชื้อสเตรปโตค็อกคัส ซูอิส มักเป็นผู้ที่ใกล้ชิดกับหมู โดยคุณหมอได้แนะนำวิธีการป้องกันโรคไข้หูดับ โดยให้ผู้ที่ต้องทำงานเกี่ยวกับหมูควรหลีกเสี่ยงการสัมผัสหมู รวมถึงซากหมูด้วยมือเปล่าอ่านเพิ่มเติม "สเตรปโตค็อกคัส: ระวังไข้หูดับ เสี่ยงถึงตาย"
สเตรปโตค็อกคัส: เชื้อร้ายที่มากับ อาหาร ใกล้ตัว
เชื้อโรคสเตรปโตค็อกคัส ที่ทำให้มีคนเสียชีวิตกำลังทำให้หลายๆ คนแตกตื่นไม่น้อยเลยค่ะ โดยเฉพาะคนที่ชอบกินหมูกระทะหรืออาหารปิ้งย่าง เพราะมีการให้ข้อมูลว่าเจ้าเชื้อร้ายนี้จะอยู่ในเนื้อหมูนี่เอง วันนี้เรามาจักและป้องกันเชื้อโรคตัวนี้กัน สเตรปโตค็อกคัส (Streptococcus) เป็นแบคทีเรียที่พบได้ตามธรรมชาติที่เป็นอันตรายต่อมนุษย์และมีด้วยกันหลายกลุ่ม ซึ่งแต่ละกลุ่มจะก่อให้เกิดอาการต่างกันออกไป สำหรับเชื้อสเตร็ปโตคอคคัสที่ได้รับกับมากที่สุดคือ สเตรปโตค็อกคัส ซูอีส (Streptococus suis) ซึ่งจะเป็นเชื้อที่มีอยู่ในเนื้อหมู รับเชื้อสเตรปโตค็อกคัสได้อย่างไร เราจะได้รับเชื้อจากการบริโภคเนื้อหมู เครื่องใน หรือเลือดหมูที่ไม่ผ่านการปรุงให้สุก เช่น ลาบ หรือหมูกระทะที่ย่างไม่สุก หรือสัมผัสกับเนื้อหมูดิบบ่อยๆ และได้รับเชื้อเข้าทางแผลถลอก หรือเยื้อบุตาได้ อาการที่เกิดขึ้นเมื่อได้รับเชื้อสเตรปโตค็อกคัส เมื่อร่างกายได้รับเชื้อแบคทีเรียสเตรปโตคอคคัส ซูอีส (Streptococus suis) เข้าไปแล้วจะมีระยะฟักตัว 3 วัน หลังจากนั้นจะมีไข้ คลื่นไส้ ปวดศีรษะ จนเชื้อเข้าสู่กระแสเลือดและเข้าไปสู่เยื่อหุ้มสมอง ทำให้เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ข้ออักเสบ ม่านตาอักเสบตามมา และเนื่องจากเยื่อหุ้มสมอง อยู่ใกล้กับปลายประสาทหูชั้นในทั้งสองข้าง เชื้อจึงสามารถลุกลาม และทำให้เกิดหนองบริเวณปลายประสาทรับเสียงและประสาททรงตัว ทำให้หูตึง หูดับ จนหูหนวกร่วมกับอาการเวียนศีรษะและเดินเซตามมาได้ รวมทั้งเกิดอาการ Toxic Shock Syndrome ซึ่งอาการทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นภายใน 14 วันอ่านเพิ่มเติม "สเตรปโตค็อกคัส: เชื้อร้ายที่มากับ อาหาร ใกล้ตัว"
การผ่าตัดกระเพาะ แบบ Minimal Invasive Sleeve Gastrectomy: คำถามที่พบบ่อย
1. หากผ่าตัดกระเพาะอาหาร สามารถกลับมาอ้วนได้อีกหรือไม่ การผ่าตัดกระเพาะ ตามปกติแล้ว โอกาสที่จะกลับมาอ้วนอีกน้อยมาก เพราะ รับประทานอาหารได้น้อยลง ปริมาณกระเพาะเล็กลง แต่ถ้าน้ำหนักลดลงแล้ว แต่ กลับมาอ้วนขึ้นอีก ต้องตรวจหาสาเหตโรคที่อาจจะเกิดขึ้นได้เช่น Gut Hormone ทำให้ หิวบ่อยขึ้น ไม่รู้สึกอิ่ม 2. การผ่าตัดกระเพาะอาหาร ได้ผลจริงหรือไม่ การผ่าตัดกระเพาะอาหาร ช่วยลดน้ำหนักได้จริง ในระยะแรกน้ำหนักจะลดเยอะมาก ต่อมาจะลดเป็นสัดส่วนที่น้อยลง น้ำหนักจะคงที่ภายใน 1-2 ปีหลังผ่าตัด แต่ควรเป็นทางเลือกสุดท้ายของการลดน้ำหนัก 3. การผ่าตัดกระเพาะมีความเสี่ยงหรือไม่ มีความเสี่ยงเนื่องจาก เป็นการผ่าตัดเอาเนื้อกระเพาะออก ไม่สามารถเอากลับคืนมาได้ระยะยาวมีความเสี่ยงกับการขาดวิตามิน เพราะ กระเพาะอาหารสร้างวิตามินบางชนิดมีความเสี่ยงจากการผ่าตัดเช่น ยาสลบ แผลเย็บไม่ติด ขึ้นกับความชำนาญของแพทย์ผู้ผ่าตัด
ไมเกรน: กำเริบ ขิงช่วยบรรเทาลดอาการได้
ขิง เป็นพืชที่อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุมากมาย จึงมีสรรพคุณหลายอย่างที่ดีต่อสุขภาพ สำหรับใครที่มีอาการปวดหัวไมเกรนบ่อยๆ การเลือกรับประทานขิงหรือน้ำขิงร้อนๆ ยังช่วยให้อาการปวดหัวไมเกรนทุเลาลงได้ ทั้งนี้มีการศึกษาพบว่า การรับประทานขิงในช่วงที่อาการไมเกรนใกล้กำเริบ จะช่วยให้ความเจ็บปวดจากอาการไมเกรนลดลง เพราะขิงจะไปช่วยสกัดกั้นฮอร์โมนที่เกี่ยวกับการอักเสบ นอกจากนี้ขิงยังมีประโยชน์อีกหลายอย่าง เช่น ช่วยรักษาอาการไขข้ออักเสบได้ดีพอๆ กับสมุนไพรชนิดอื่นๆ โดยพบว่าผู้ที่มีอาการของโรคข้อเข่าเสื่อมหรือโรครูมาตอยด์จะเจ็บปวดและมีอาการน้อยลงเมื่อบริโภคขิงผงเป็นประจำ
ประโยชน์ดีๆ ที่ได้จาก เห็นโคน ที่มีแค่ช่วงนี้
ปลายฝนต้นหนาวแบบนี้ เป็นช่วงเวลาดีๆที่จะได้ทาน "เห็ดโคน" ซึ่งหาทานได้ในช่วงนี้เท่านั้น เพราะหายาก มีให้ทานเฉพาะช่วงและรสชาติที่ถูกปาก ทำให้ราคาเห็ดชนิดนี้ค่อนข้างแพง แต่นอกจากความแพง ความอร่อยแล้ว เห็ดโคนยังมีคุณประโยชน์และอุดมไปด้วยวิตามินบี 1 บี 2 และโปรตีน ทั้งยังช่วยย่อยอาหาร ละลายเสมหะ แก้ไอ ลดอาการคลื่นไส้ และหากทานเป็นประจำยังช่วยป้องกันโรคเบาหวาน นอกจากนี้ยังพบว่า น้ำที่สกัดจากเห็ดโคนสามารถยับยั้งเชื้อไทฟอยด์ได้อีกด้วย แม้ประโยชน์จะมาก แต่ก็มีข้อควรระวังสำหรับบางคนที่อาจมีอาการแพ้โปรตีนจากเห็ด ดังนั้นหากยังไม่เคยทานจะแนะนำให้ลองทานในปริมาณน้อยๆ เพื่อทดสอบอาการแพ้ก่อนนะ