logo

Welcome to Health Me Now

สุขภาพแข็งแรงและสุขภาพดี เป็นพื้นฐานสำคัญของการดูแลตัวเองสำหรับคนยุคใหม่ เพราะเมื่อเรามีสุขภาพแข็งแรงจะมีความพร้อมมากพอในการทำกิจกรรมต่างๆ ได้อย่างมีคุณภาพ.
a

1-677-124-44227

Follow Us

Top

เบาจืด

เบาจืด เป็นภาวะที่ร่างกายไม่สามารถเก็บรักษา สมดุลของน้ำในร่างกาย ทำให้มีอาการถ่ายปัสสาวะออกบ่อยและมาก และกระหายน้ำมากคล้ายโรคเบาหวาน แต่ปัสสาวะจะมีรสจืด จึงเรียกว่า เบาจืด โรคนี้พบได้น้อยมาก พบได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่

สาเหตุ เบาจืด

                เกิดจากต่อมใต้สมองสร้างฮอร์โมนต้านการขับ ปัสสาวะที่มีชื่อว่า เอดีเอช (ADH ซึ่งย่อมาจาก antidi uretic hormone) หรือมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า เวโซเพชสซิน (vasopressin) ได้น้อยกว่าปกติ ฮอร์โมนนี้ มีฤทธิ์ช่วยให้ร่างกายเก็บกักน้ำโดยยับยั้งไม่ให้ไตขับปัสสาวะออกมากกว่าปกติ เมื่อร่างกายขาดโฮอร์โมนนี้ก็จะมีการขับปัสสาวะออกมากกว่าปกติ ทั้งนี้เป็นผลมาจากความผิดปกติในสมอง เช่น การผ่าตัดบริเวณใกล้ต่อมใต้สมองการได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะ เนื้องอกในบริเวณใกล้ต่อมใต้สมอง สมองอักเสบ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ เป็นต้น แต่บางรายก็อาจเกิดขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุก็ได้

ผู้ป่วยบางรายที่มีความผิดปกติของไต เช่น กรวยไตอักเสบ ภาวะไตวายเรื้อรัง โรคถุงน้ำในไตชนิดหลายถุง (polycystic kidney) ผลจากการใช้ยาบางชนิด (เช่น ลิเทียม เมทิซิลลิน) เป็นต้น ก็อาจทำให้ไตไม่ตอบสนองต่อฤทธิ์ของฮอร์โมนเอดีเอช (ทั้ง ๆ ที่ต่อมใต้สมองสร้างได้เป็นปกติ) ทำให้มีการขับปัสสาวะออกมาก

อาการ เบาจืด

ผู้ป่วยจะมีอาการปัสสาวะออกบ่อยและมาก กระหายน้ำและดื่มน้ำมาก ชอบดื่มน้ำเย็นมากเป็นพิเศษ ปากมักจะแห้งอยู่เสมอ จะมีอาการอยู่ตลอดเวลาทั้งกลางวัน  และกลางคืน แม้นอนหลับตอนกลางคืนก็มักจะลุกขึ้นมาปัสสาวะวันละเกิน 5 ลิตร (ถ้าเป็นรุนแรงอาจมากถึงวัน ละ 20 ลิตร)  ปัสสาวะมักจะไม่มีกลิ่น ไม่มีสีและรสจืด

ป้องกัน เบาจืด

  1. อาการปัสสาวะบ่อยและกระหายน้ำบ่อย มักมีสาเหตุมากจากโรคเบาหวาน เป็นส่วนใหญ่ ส่วนน้อยมากที่มีสาเหตุจากโรคเบาจืด การแยกโรคทั้ง 2 นี้ในเบื้องต้นสามารถกระทำโดยการตรวจปัสสาวะ ซึ่งจะพบลักษณะจำเพาะของแต่ละโรค กล่าวคือ เบาหวาน จะพบน้ำตาลในปัสสาวะ (ตรวจเลือดจะพบระดับน้ำตาล ในเลือดสูง) ส่วนเบาจืดจะตรวจไม่พบน้ำตาลในปัสสาวะและปัสสาวะจะมีความถ่วงจำเพาะระหว่าง 1.001-1.005 (คนปกติทั่วไปจะมีความถ่วงจำเพาะมากกว่า 1.015)
  2. โรคนี้เมื่อได้รับการรักษา อาการมักจะทุเลาได้ ดีและสามารถดำเนินชีวิตได้เป็นปกติ ส่วนจะต้องรักษานานเพียงใดย่อมขึ้นกับสาเหตุที่พบ บางรายอาจใช้เวลาไม่นานและหายขาดได้ แต่บางรายอาจต้องใช้ยารักษาไปจนตลอดชีวิต

การรักษา เบาจืด

  หากสงสัย ควรส่งโรงพยาบาล

มักจะวินิจฉัยโดยการตรวจปัสสาวะ จะพบว่ามี ความถ่วงจำเพาะต่ำ (<1.010) และอาจต้องทำการตรวจพิเศษ เช่น การทดสอบที่เรียกว่า “Water deprivation test” ในรายที่สงสัยมีสาเหตุเกี่ยวกับสมองอาจต้อง ตรวจสมอง ด้วยการถ่ายภาพด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าหรือ เอกซเรย์คอมพิวเตอร์

การรักษา  ถ้าทราบสาเหตุชัดเจน และแก้ไขได้ ก็ให้การรักษาตามสาเหตุที่พบ

 ส่วนอาการปัสสาวะมาก ก็ให้ดื่มน้ำทดแทนให้เพียงพอในรายที่เป็นไม่รุนแรงอาจไม่จำเป็นต้องให้ยา

แต่ในรายที่เป็นรุนแรง จำเป็นต้องให้ยาลดปริมาณ และจำนวนครั้งของการถ่ายปัสสาวะ อาจใช้ยาชนิดกิน เช่น คลอร์โพรพาไมด์  (chlorpropamide) โคลไฟเบรต (clofibrate) ยาขับปัสสาวะไทอาไซด์ (thiazide diuretic) อินโดเมทาซิน เป็นต้น หรือใช้ยาในกลุ่มฮอร์โมนเอดีเอช (เวโซเพรสซิน) ชนิดฉีดเข้ากล้ามหรือพ่นจมูก ซึ่งต้องใช้เป็นประจำทุกวันตลอดไป จะช่วยให้ผู้ป่วยสามารถกระจำกิจวัตรประจำวันได้ตามปกติ

[Total: 0 Average: 0]