นอนละเมอ: ลูกมีอาการนี้อันตรายรึป่าว

อาการนอนละเมอของลูกเล็ก เช่นการร้องไห้ กรีดร้อง สั่น เหงื่อแตก หรือลุกขึ้นนั่ง อาจทำให้คุณพ่อคุณแม่หลายท่านเกิดความกังวลใจ ว่าจะเป็นอาการผิดปกติทางสุขภาพของลูกหรือเปล่า? ซี่งจริงๆแล้วการ #นอนละเมอ ของเด็กเล็กสามารถพบได้บ่อยในเด็กที่มีอายุระหว่าง 4-12 ปี และไม่พบความสัมพันธ์กับโรคทางจิตเวช แต่มาจากสาเหตุทางพันธุกรรม ที่หากคนในครอบครัวมีประวัตินอนละเมอ ความเป็นไปได้ที่เด็กจะนอนละเมออาจเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 10 โดยอาการเหล่านี้จะหายไปเมื่อเข้าสู่วัยรุ่น สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่อยากช่วยให้ลูกๆหายจากการนอนละเมอ แนะนำให้กะเวลาปลุก ก่อนที่น้องๆจะเกิดอาการประมาณ 15-30 นาที เป็นระยะเวลา 2-4 สัปดาห์ หรือจนกว่าจะหายไปเอง ร่วมกับการจัดบรรยากาศในห้องนอนให้เหมาะแก่การพักผ่อน งดกิจกรรมที่ตื่นเต้น เช่นเล่นต่อสู้ก่อนนอน ออกแรงเยอะๆ ดูหนัง เล่าเรื่องหรืออ่านหนังสือน่ากลัว ก็สามารถช่วยให้เด็กๆมีคุณภาพการนอนที่ดีขึ้นได้

หลังคลอดบุตร ประจำเดือนจะเริ่มมาเมื่อไหร่?

เป็นคำถามที่คุณแม่ป้ายแดงหลายคนต่างสงสัย โดยปกติแล้วหลังจากคลอด ฮอร์โมนในร่างกายของคุณแม่จะมีการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้ร่างกายเข้าสู่ภาวะปกติ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือกลไกการตกไข่ที่มีผลกับประจำเดือนโดยตรง สำหรับคุณแม่ที่ให้นมบุตร 100% คือลูกไม่ได้รับนมชนิดอื่น และรับประทานนมแม่ทุกวัน เข้าเต้าทุกมื้อ จะเป็นการยับยั้งการตกไข่ของคุณแม่ทำให้ประจำเดือนไม่มาเป็นระยะเวลาอย่างน้อยถึง 6 เดือน และนี่ก็เป็นวิธีการคุมกำเนิดโดยทางธรรมชาติ ได้ถึง 60-70% ทั้งนี้สำหรับคุณแม่ที่ร่างกายแข็งแรง อายุยังน้อย และมีเพศสัมพันธ์หลังคลอดอย่างสม่ำเสมอโดยไม่มีการป้องกัน ก็มีโอกาสในการตั้งครรภ์สูง เพราะกลไกในการคุมกำเนิดในกรณีที่คุณแม่ให้นมบุตร ประมาณ 60-70% เท่านั้น จึงแนะนำให้ทานยาคุมกำเนิด หรือฉีดยาคุมกำเนิด โดยที่คุณแม่ควรเข้ารับคำปรึกษาจากแพทย์ในการแนะนำยาคุมกำเนิดที่ไม่มีผลกระทบกับการให้น้ำนมบุตร และเพื่อความปลอดภัยของตัวคุณแม่ด้วย

เส้นเลือดขอด: เพราะอะไรผู้หญิงถึงเป็นมากกว่าผู้ชาย

สาวๆหลายคนอาจจะกำลังกลัดกลุ้มกับปัญหา #เส้นเลือดขอด ที่บดบังความมั่นใจในการอวดเรียวขาสวย เคยสังเกตุกันไหมว่าทำไมเส้นเลือดขอดมักเกิดขึ้นกับเพศหญิงซะส่วนใหญ่? ซึ่งมีโอกาสเป็นมากกว่าผู้ชายถึง 4-5 เท่า นั้นเป็นเพราะ “โปรเจสเตอโรน” ฮอร์โมนสำคัญอีกหนึ่งตัวสำหรับผู้หญิง ที่มีส่วนในการยืดขยายของผนังหลอดเลือดดำ ทำให้เลือดไหลเวียนที่บริเวณส่วนล่างของร่างกายมีปริมาณมากกว่าผู้ชาย และจะมีความเสี่ยงมากขึ้นไปอีกกับหญิงตั้งครรภ์หรือคนที่กินยาคุมกำเนิดบางชนิด โดยตำแหน่งที่พบได้บ่อย คือ ช่วงขาด้านหลัง น่อง และบริเวณขาหนีบ สำหรับใครที่เริ่มมีอาการหรือเป็นแล้วปล่อยทิ้งไว้ เพราะคิดว่าอาจไม่ร้ายแรงอะไร อยากให้ลองคิดดูใหม่นะคะ การปล่อยให้ปัญหาเส้นเลือดขอดเรื้อรังไปนานจนลุกลามรุนแรงขึ้น อาจเป็นการเพิ่มโอกาสการติดเชื้อบริเวณแผลได้ ดังนั้นการเข้าพบแพทย์ตั้งแต่เนิ่นๆ ไม่เพียงแก้ไขปัญหาที่กำลังก่อกวนใจ แต่การรักษาอาจง่ายกว่า โดยไม่ต้องจบลงด้วยการผ่าตัด

COVID-19: เป็นโควิด หลังจากหาย ยังจำเป็นต้องฉีดวัคซีนไหม

อดีตผู้ป่วยโควิดหลายคน อาจมีความสงสัยว่า “เมื่อฉันหายแล้ว วัคซีนยังจำเป็นอยู่หรือไม่?” ตอบชัดๆ เลยตรงนี้ว่า “แม้หายแล้ว ก็ควรเข้ารับวัคซีน” จากการศึกษาของ นาโอมิ แอลเลน อาจารย์และหัวหน้านักวิทยาศาสตร์จากสถาบัน UK Biobank ที่เฝ้าติดตามการแพร่เชื้อโควิด 19 ในประชากรทั่วอังกฤษ พบว่า ผู้ป่วยที่หายแล้วส่วนใหญ่จะมีภูมิคุ้มกันต่อโรค โดยพบว่า 88% สามารถรักษาระดับภูมิคุ้มกันเอาไว้ได้เป็นระยะเวลาโดยประมาณ 6 เดือน แต่ทั้งนี้ก็ยังไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับระยะเวลาของภูมิคุ้มกันที่แน่ชัดของแต่ละบุคคล ดังนั้นแม้รักษาจนหายดีแล้ว ก็ควรเข้ารับวัคซีนโควิด-19 ซึ่งขณะนี้กรมควบคุมโรค แนะนำให้เว้นระยะห่างจากการติดเชื้อไปอย่างน้อย 3-6 เดือน โดยอาจพิจารณาให้ฉีดเพียง 1 เข็มเท่านั้น

โรงพยาบาลอัจฉริยะ: Smart Hospital คืออะไร

ปัจจุบัน โรงพยาบาลหลายๆ แห่งในประเทศไทยกำลังประสบกับปัญหาผู้ป่วยล้นโรงพยาบาล ทำให้ผู้ป่วยต้องรอคิ วในการรักษานาน การเบิกจ่ายค่ารักษาและรับยาเป็นไปอย่างล่าช้า รวมถึงบุคลากรทางการแพทย์ไม่เพียงพอต่อการให้บริการ ดังนั้น โรงพยาบาลจึงได้เริ่มน าเอาเทคโนโลยีเข้ามาประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการเพื่อแก้ไขปัญหาข้างต้น หรือที่เราเรียกว่า โรงพยาบาลอัจฉริยะ หรือ Smart Hospital นั่นเอง โรงพยาบาลอัจฉริยะ Smart Hospital คืออะไร Smart Hospital เป็นการปฏิวัติอุตสาหกรรมทางการแพทย์ที่ก าลังเกิดขึ้น โดย Smart Hospitalเป็นการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะและ Internetof Things (IoT) ในโรงพยาบาล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการของโรงพยาบาล นั่นจะทำให้ผู้ใช้บริการได้รับความสะดวกสบายมากขึ้น รวมถึงช่วยลดภาระของบุคลากรทางการแพทย นโยบายโรงพยาบาลอัจฉริยะ Smart Hospital ของไทย แผนยุทธศาสตร์กระทรวงสาธารณสุข ประจ าปีงบประมาณ พ.ศ.2562กระทรวงสาธารณสุขมียุทธศาสตร์ความเป็นเลิศทั้งหมด 4 ด้าน ได้แก่ 1) ส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันโรค และคุ้มครองผู้บริโภคเป็นเลิศ 2) บริการเป็นเลิศ3) บุคลากรเป็นเลิศ และ 4) บริหารเป็นเลิศด้วยธรรมาภิบาลสำหรับแผนพัฒนาอ่านเพิ่มเติม "โรงพยาบาลอัจฉริยะ: Smart Hospital คืออะไร"

โรงพยาบาลอัจฉริยะ: กำลังจะเกิดขึ้นจริง เสริมทัพการดูแลสุขภาพให้ฉลาดล้ำ ด้วยการนำ IoT และ RFID เข้ามาใช้

มีการนำ Intelligent healthcare หรือการดูแลสุขภาพด้วยการใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะ รวมไปถึงการนำ IoT เข้ามาใช้งานในทางการแพทย์ เป็นกุญแจสำคัญที่ท้าทายในการเพิ่มขีดความสามารถในการดูแลสุขภาพมากขึ้น ระบบ Intelligent เชื่อมโยงกับโซลูชั่นส์เพื่อลดต้นทุน เพิ่มปริมาณคนไข้ที่ดูแลได้มากขึ้น และเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับผู้ป่วย รวมไปถึงเสริมสร้างความพึงพอใจให้กับแพทย์และผู้ป่วย เป็นโอกาสสำคัญของตลาด IoT HealthCare ที่มีมูลค่า 158 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐ จนถึงปี 2022 โอกาสที่ Intelligent HealthCare เข้ามามีบทบาท ในการสร้างความสัมพันธ์กับผู้ป่วย เพราะที่โรงพยาบาล พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ ต้องอยู่กับภาวะความเครียดในการดูแลผู้ป่วย ไม่ว่าจะเป็นการดูแลผู้ป่วยเรื้อรัง ไปจนถึงการรับมือกับเหตุฉุกเฉินที่เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา การเจ็บป่วยที่ลุกลามมากขึ้นจนอาจคุกคามชีวิตคนไข้ ในศตวรรษที่ผ่านมา ความต้องการในการดูแลสุขภาพของผู้คนในท้องถิ่นมีมากขึ้น ต้องการการขยายตัวของโรงพยาบาลเพื่อรองรับปริมาณคนไข้ที่เพิ่มมากขึ้น อย่างไรก็ตาม เมื่อเทคโนโลยีพัฒนาก้าวไป ความคาดหวังของผู้ป่วยเองก็เพิ่มมากขึ้น นำไปสู่บริการ HealthCare ที่โรงพยาบาลต่างๆ ต้องคิดทบทวนใหม่ เพื่อมองหาเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการให้บริการเพื่อลดขนาดและลดบริการลง อย่างที่เราทราบกันดีว่า เรามีการนำเทคโนโลยี แพทย์ทางไกล เข้ามาช่วย นั่นคือการนำการดูแลรักษา ออกนอกโรงพยาบาล นั่นหมายความว่า ผู้ป่วย ไม่จำเป็นต้องเข้าไปแออัดในโรงพยาบาลอีกต่อไป แต่แพทย์จะทำการรักษาผ่าน telemedicine มีการรีโมทเข้ามารักษา และมีบริการพยาบาลที่เข้าไปดูแลผู้ป่วยประจำ เพื่อลดต้นทุนและช่วยเพิ่มปริมาณการดูแลผู้ป่วยให้มากขึ้น หาช่องทางสร้างรายได้ใหม่จากระบบการรักษาสุขภาพ เก็บข้อมูล big data และมีสตาร์ทอัพที่เป็น Digital Health เพื่อเริ่มต้นการดูแลสุขภาพดิจิตอลสำหรับโรงพยาบาลอัจฉริยะ ถ้ามองย้อนกลับไปอ่านเพิ่มเติม "โรงพยาบาลอัจฉริยะ: กำลังจะเกิดขึ้นจริง เสริมทัพการดูแลสุขภาพให้ฉลาดล้ำ ด้วยการนำ IoT และ RFID เข้ามาใช้"

โรงพยาบาลอัจฉริยะ: โครงการนำร่อง Siriraj Smart Hospital 5G ต้นแบบ

“...ฉันจะไปเรียนหมอละ เพราะว่าเป็นวิชาที่สนุกดี เรามีโอกาสรักษาคนได้ทั้งคนจน คนมั่งมีและเจ้านายต่าง ๆ ได้เต็มที่ หมอทำการกุศลในการรักษาพยาบาลได้ดี...” คำพูดที่ดูแสนจะธรรมดา แต่แฝงไปด้วยความมุ่งมั่นนี้ เป็นคำพูดที่สมเด็จพระมหิตลาธิเบศ อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ทรงรับสั่งเกี่ยวกับการตัดสินพระทัยไปทรงศึกษาวิชาเฉพาะทั้งด้านการแพทย์และสาธารณสุขที่ต่างประเทศ เพื่อนำความรู้กลับมาพัฒนาการแพทย์ในประเทศไทยให้เจริญก้าวหน้า ทัดเทียมระดับสากล แม้เวลาจะผ่านมากว่าศตวรรษนับตั้งแต่ที่พระองค์เสด็จฯ ไปศึกษาวิชาแพทย์ แต่โรงพยาบาลศิริราช ยังคงสืบสานพระราชปณิธานของพระองค์ที่กล่าวมาด้านต้น ด้วยการช่วยเหลือผู้ป่วยโดยไม่เลือกยากดีมีจน และมุ่งมั่นพัฒนาให้โรงพยาบาลศิริราชเจริญก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น เพื่อพัฒนาสู่การเป็นต้นแบบ “โรงพยาบาลอัจฉริยะ” (Smart Hospital) หนึ่งในการพัฒนาสู่การเป็นต้นแบบ “โรงพยาบาลอัจฉริยะ” คือ การนำเทคโนโลยีการรับส่งสัญญาณมาใช้เพื่อส่งข้อมูลในการรักษา เช่น โครงการ “รถช่วยชีวิต Siriraj Mobile Stroke Unit” ของหน่วยรักษาอัมพาตเคลื่อนที่ ที่มีการส่งภาพของผู้ป่วยฉุกเฉินมาให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทำการวินิจฉัย เพื่อแก้ไขอาการที่เกิดขึ้นในช่วงวิกฤติอย่างทันท่วงที เพราะทุกวินาที คือ เส้นแบ่งความเป็นตายของผู้ป่วย บางกรณีจำเป็นต้องรักษาอย่างเร่งด่วนตั้งแต่ในรถพยาบาล ความรวดเร็วในการติดต่อสื่อสารระหว่างแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ กับเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานในรถพยาบาลเป็นปัจจัยหนึ่งที่ช่วยให้สามารถแก้ไขอาการฉุกเฉินของผู้ป่วยได้ทันท่วงที การรับส่งข้อมูลจะต้องรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ จึงเริ่มมีการนำเทคโนโลยี 5G มาพัฒนาใช้ในงานส่วนนี้ ใน พ.ศ. 2563 ซึ่งเป็นปีที่มีสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 การหลีกเลี่ยงการสัมผัสอ่านเพิ่มเติม "โรงพยาบาลอัจฉริยะ: โครงการนำร่อง Siriraj Smart Hospital 5G ต้นแบบ"

COVID-19: สธ.ยังไม่พบการกลายพันธุ์โควิด-19 สายพันธุ์ไทย

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์เผยข้อมูลการพบเชื้อไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์ C.36.3 Variant ในประเทศไทย โดยถูกระบุชื่อในตารางสายพันธุ์ไวรัส ว่า Thailand ex Egypt อาจไม่ใช่อย่างที่คิด เพราะต้นตอมาจากอียิปต์ แต่พบในสถานกักตัวของไทย เมื่อวันที่ 28 พ.ค. นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า รายงานจากนพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์แล้วว่าขณะนี้ยังไม่พบ การกลายพันธุ์ของเชื้อ โควิด-19 สายพันธุ์ไทยอย่างไรก็ตามขณะนี้ยังต้องมีการติดตามรายละเอียดเพิ่มเติม นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวให้ข้อมูลการพบเชื้อไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์ C.36.3 Variant ในประเทศไทย โดยถูกระบุชื่อในตารางสายพันธุ์ไวรัส ว่า Thailand ex Egypt ว่า ขณะนี้กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กำลังตรวจสอบข้อมูลว่า สายพันธุ์ดังกล่าวเป็นการถอดรหัสพันธุกรรมมาจากห้องปฏิบัติการใด  นพ.ศุภกิจ กล่าวว่า เบื้องต้นทราบข้อมูลว่าเป็นนักท่องเที่ยวมาจากประเทศอียิปต์ โดยเข้าสถานกักกันโรคในประเทศไทย ทำให้ประเทศไทยตรวจพบเชื้อสายพันธุ์ดังกล่าว  "โดยหลักคือ หากต้นตอมาจากอียิปต์ไม่ควรเรียก สายพันธุ์ไทย ก็เหมือนกับที่ประเทศญี่ปุ่นพบสายพันธุ์บราซิล ตามการรายงานในตารางเขียนว่า Japan exอ่านเพิ่มเติม "COVID-19: สธ.ยังไม่พบการกลายพันธุ์โควิด-19 สายพันธุ์ไทย"

บุหรี่ไฟฟ้ามีกี่ประเภท

หลังจากรู้ว่า บุหรี่ไฟฟ้าคืออะไร แล้วหลายคนอาจสงสัยว่าบุหรี่ไฟฟ้ามีกี่แบบ เห็นมีหน้าตาหลากหลายเต็มไปหมด วันนี้เราจึงจะมาเคลียร์ให้ชัด ว่าบุหรี่ไฟฟ้ามีกี่ประเภท เพื่อเป็นความรู้ให้กับผู้ที่ต้องการ ลดสารพิษจากการสูบบุหรี่แบบมวน วิวัฒนาการของบุหรี่ไฟฟ้า เราจะมาเล่าให้ฟังกันครับว่า เรื่องราวของบุหรี่ไฟฟ้าเนี่ยมันมีวิวัฒนาการมาแล้วหลาย Generations โดยหลัก ๆ แล้วบุหรี่ไฟฟ้ามีด้วยกัน 2 ประเภท คือ Disposable E-cigarettes (บุหรี่ไฟฟ้าที่ใช้แล้วทิ้ง)Refillable E-cigarette (บุหรี่ไฟฟ้าชนิดเติมน้ำยา) First Generation: Disposable E-cigarettes เป็นบุหรี่ไฟฟ้าแบบใช้แล้วทิ้ง หรือที่เรียกกันว่า ‘Cigalike’ มาจากการดีไซน์ที่เลียนแบบบุหรี่มวน ทั้งหน้าตา รูปทรง และขนาดที่เหมือนกับบุหรี่ทั่วไป แต่ความต่างก็คือ จะมีตัวที่ทำให้เกิดความร้อนและไอ เพิ่มเข้ามา Second Generation: Prefilled or Refillable Cartridge (Battery Pen) บุหรี่ไฟฟ้าชนิดเติมน้ำยา ชาร์จแบตเตอรีซ้ำได้ ทำให้ใช้งานได้หลายครั้งด้วยการเติมน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้า (E-Liquid / E-Juice) มีลักษณะเป็นแท่งคล้ายกับบุหรี่แบบมวน และแบบ Cigalike เพียงแต่สามารถใช้ซ้ำได้อ่านเพิ่มเติม "บุหรี่ไฟฟ้ามีกี่ประเภท"

5 ผักที่มีวิตามินซีสูง ดีแค่ไหน

พริกหวาน(วิตามินซี 80.4 มิลลิกรัม ต่อ 100 กรัม)พริกหวานสามารถกินได้ทั้งแบบสดๆ และปรุงสุกในเมนูอาหาร ที่เต็มไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ เบต้าแคโรทีน วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 เหล็กและโพแทสเซียม โดยพริกหวานผลที่แก่แล้วจะมีสีแดง เหลือง ส้ม หรือม่วงจะให้วิตามินซีเพิ่มขึ้นถึง 2 เท่าเลยทีเดียว.บรอกโคลี(วิตามินซี 89.2 มิลลิกรัม ต่อ 100 กรัม)ผักที่มีดอกสีเขียวนี้อุดมไปด้วยคุณค่าทางอาหารหลายชนิด ซึ่งพบได้ทั้งส่วนของดอกและลำต้น การกินควรกินทั้งส่วนดอกและลำต้นร่วมกัน บร็อคโคลีเป็นผักที่ไม่ควรนำไปปรุงอาหารด้วยความร้อนที่นานเกินไป เพราะจะทำให้เสียวิตามินและคุณค่าทางอาหาร.ผักคะน้า(วิตามินซี 147 มิลลิกรัม ต่อ 100 กรัม)ผักคะน้าสามารถกินได้ตั้งแต่ยังมีขนาดเล็กจนกระทั่งออกดอก มีคุณสมบัติที่ช่วยให้เซลล์ทำงานได้ดีและกำจัดสารพิษในร่างกาย.ผักปวยเล้ง(วิตามินซี 120 มิลลิกรัม ต่อ 100 กรัม)ผักปวยเล้งอุดมไปด้วยแร่ธาตุต่างๆ อย่าง เหล็ก แคลเซียม โพแทสเซียม และยังมีกรดโฟลิกที่เป็นส่วนประกอบที่จำเป็นในการสร้างสารซีโรโทนินในระบบเซลล์ประสาท ซึ่งทำให้ร่างกายรู้สึกผ่อนคลายและนอนหลับได้สนิท.ใบมะรุม(วิตามินซี 141 มิลลิกรัม ต่อ 100 กรัม)ทุกส่วนของต้นมะรุมสามารถกินได้ ใบของมะรุมมีฤทธิ์เป็นยาระบาย ลดไข้ ช่วยให้นอนหลับสบาย ป้องกันแผลในกระเพาะอาหารอ่านเพิ่มเติม "5 ผักที่มีวิตามินซีสูง ดีแค่ไหน"

MOPH Connect: นวัตกรรมอำนวยความสะดวกผู้รับบริการสุขภาพ

กระทรวงสาธารณสุข พัฒนานวัตกรรมแพลตฟอร์ม Line “MOPH Connect” สร้างช่องทางอำนวยความสะดวกจองคิวรักษา ฉีดวัคซีนหวัดใหญ่ หาพิกัดร้านขายยา โทรฉุกเฉิน1669 บริจาคเงินรพ. เล็งเปิดตัวทางการเร็วๆนี้ “MOPH Connect” เป็นหนึ่งในนวัตกรรมบนแพลตฟอร์ม Line จากการพัฒนาChatbot “MOPH Connect” ซึ่งเป็น Line Official Account โดยเป็นความร่วมมือระหว่าง กระทรวงสาธารณสุข และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ภายใต้ “โครงการสร้างเสริมสุขภาพทางการเงิน (Happy Money Program)” โดย Chatbot “MOPH Connect” เป็นช่องทางการสื่อสารที่ช่วยเพิ่มการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพสำหรับประชาชนได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว เข้าถึงในทุกพื้นที่ โดยที่ผ่านมานวัตกรรมดังกล่าว ยังได้รับรางวัล Line Thailand Awards 2019 สาขา Best Line Public Sector Transformation ซึ่งเป็นสาขา “ที่สุด” ด้านนวัตกรรมบนแพลตฟอร์ม Line และล่าสุดปีอ่านเพิ่มเติม "MOPH Connect: นวัตกรรมอำนวยความสะดวกผู้รับบริการสุขภาพ"

โรงพยาบาลอัจฉริยะ: ห้องผ่าตัดไฮบริดอัจฉริยะเปิดตัวรักษาโรคหลอดเลือดที่มีความซับซ้อน

โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ เปิดห้องผ่าตัดอัจฉริยะที่มีประสิทธิภาพที่แรกในอาเซียน รักษาโรคหลอดเลือดที่มีความซับซ้อนและขอเคี้ยว รศ.เกศินี วิฑูรชาติ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พร้อมด้วย ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ ประธานกรรมการบริหาร โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ นายชาญศิลป์ ตรีนุชกร นายกสมาคมธรรมศาสตร์ในพระบรมราชูปถัมภ์ รศ.นพ.พฤหัส ต่ออุดม ผู้อำนวยการโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ผศ.นพ.ดิลก ตันทองทิพย์ ศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านหลอดเลือดสมอง โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ร่วมกันแถลงข่าวเปิดตัวห้องผ่าตัดอัจฉริยะ Hybrid Operation Room ชนิด Biplane ที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพที่สุดในประเทศและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2563 ที่ผ่านมา รศ.นพ.พฤหัส ต่ออุดม ผู้อำนวยการโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ กล่าวว่า ห้องผ่าตัดไฮบริดโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ เป็นที่แรกในอาเซียนที่มีการติดตั้งเครื่องเอกซเรย์หลอดเลือดคุณภาพสูง แบบ 2 ระนาบในห้องผ่าตัด ทำให้สามารถรักษาโรคหลอดเลือดที่มีความซับซ้อนและขดเคี้ยวได้ โดยเฉพาะหลอดเลือดสมองหรือโรคหลอดเลือดอื่น ๆ ที่มีความซับซ้อนทางกายวิภาค อีกทั้ง ยังมีการติดตั้งเตียงผ่าตัด อุปกรณ์เสริมต่าง ๆ ที่เชื่อมต่อกันทั้งหมดด้วยระบบคอมพิวเตอร์ เพื่อสามารถรองรับการรักษาทั้งการผ่าตัดและการรักษาผ่านสายสวนหลอดเลือดในทุกส่วนของร่างกาย เช่น หลอดเลือดสมอง หลอดเลือดไขสันหลังอ่านเพิ่มเติม "โรงพยาบาลอัจฉริยะ: ห้องผ่าตัดไฮบริดอัจฉริยะเปิดตัวรักษาโรคหลอดเลือดที่มีความซับซ้อน"

บุหรี่ไฟฟ้า: นักวิชาการ เปิดโปงเส้นทางแพร่ระบาด ใช้ช่องโซเชียลมีเดียเจาะตลาดขาย

เปิดข้อมูลตลาดบุหรี่ไฟฟ้า เจาะเยาวชน เสนอรัฐขอให้ Facebook Line คุมเข้มห้ามขาย ห้ามโฆษณา ประมาณการค่าสูญเสียทางเศรษฐศาสตร์สาธารณสุขจากบุหรี่ไฟฟ้า 500 กว่าล้านต่อปี เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2562 ผศ.ดร.ศรีรัช ลาภใหญ่ ลอยสมุทร วิทยาลัยนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวในการประชุมการขับเคลื่อนเชิงนโยบายการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าของประเทศไทย จัดโดย ศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลับมหิดล ซึ่งเป็นคณะทำงานที่กระทรวงพาณิชย์แต่งตั้งขึ้นเพื่อศึกษาทบทวนมาตรการควบคุมบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ หรือบุหรี่ไฟฟ้า ว่า จากการศึกษาสถานการณ์การแพร่กระจายผลิตภัณฑ์ยาสูบอิเล็กทรอนิกส์ในช่องทางการสื่อสารออนไลน์: ข้อเสนอแนะจากงานวิจัยต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและการควบคุมยาสูบในประเทศไทย กล่าวว่า จากการศึกษาติดตามการใช้สื่อออนไลน์ในช่วงธันวาคม 2561- พฤษภาคม ปี 2562 พบ ผู้ค้าบุหรี่ไฟฟ้าใช้สื่อออนไลน์และสื่อ social media ทุกประเภทเพื่อการแพร่กระจายผลิตภัณฑ์ โดยพบมากที่สุดคือ FACEBOOK มี Facebook ID 94 ราย คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 26 รองลงมาคือ ไลน์ 86 IDอ่านเพิ่มเติม "บุหรี่ไฟฟ้า: นักวิชาการ เปิดโปงเส้นทางแพร่ระบาด ใช้ช่องโซเชียลมีเดียเจาะตลาดขาย"

บุหรี่ไฟฟ้า: เตือนเสพติดนิโคตินจากบุหรี่ไฟฟ้า ทำลายสมอง ก่อมะเร็ง และทำให้ติดบุหรี่มากขึ้น

กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข รับลูกชี้แจงทำความเข้าใจประชาชน ให้รับรู้ถึงอันตรายของการเสพติดนิโคตินจากบุหรี่ฟ้า ภายหลังจาก รมว.สธ. ประกาศชัด “บุหรี่ไฟฟ้ามีพิษภัย ห้ามนำเข้า 100% เป็นอันตรายต่อเด็กและเยาวชน” ซึ่งก่อนหน้านี้มีกระแสบิดเบือนผ่านสื่อออนไลน์ว่าบุหรี่ไฟฟ้าปลอดภัย ช่วยเลิกบุหรี่ได้ ทำให้ประชาชนหลงเชื่อ เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2562 นายแพทย์ขจรศักดิ์ แก้วจรัส รองอธิบดีกรมควบคุมโรค เปิดเผยว่า ภายหลังจากที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ประกาศชัดว่าบุหรี่ไฟฟ้ามีพิษภัย ห้ามนำเข้า 100% เป็นอันตรายต่อเด็กและเยาวชน พร้อมมอบหมายให้กรมควบคุมโรคในฐานะรับผิดชอบงานควบคุมการบริโภคยาสูบ สื่อสารทำความเข้าใจถึงพิษภัยของบุหรี่ไฟฟ้าให้ประชาชนรับทราบ เพื่อให้รู้เท่าทันและไม่ผันตัวเข้าไปเสพติดบุหรี่ไฟฟ้าที่นำออกขายหลายรูปแบบ ปรุงกลิ่นให้หอมชวนสูบ ซึ่งผลท้ายที่สุดคือนำไปสู่การเสพติดนิโคตินที่มากขึ้นกว่าเดิม สำหรับสารนิโคตินที่มีอยู่ในบุหรี่ไฟฟ้าในปริมาณที่สูง หรือแม้แต่ในบุหรี่มวนทั่วไปนั้น ฝ่ายธุรกิจพยายามบิดเบือนว่าไม่ได้เป็นสาเหตุหลักของการเกิดโรคจากการสูบบุหรี่ แต่ความเป็นจริงแล้วในทางการแพทย์ชี้ชัดว่า สารนิโคตินที่มีอยู่ในบุหรี่ไฟฟ้าในปริมาณที่สูงนั้น ส่งผลเสียโดยตรงต่อสมองและระบบประสาท และเมื่อเกิดการเสพติดสารนิโคตินแล้ว ร่างกายจะต้องการสารนิโคตินเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ผู้สูบบุหรี่ไฟฟ้าต้องเพิ่มปริมาณหยดน้ำยานิโคตินเพิ่มขึ้นตามความต้องการที่สมองสั่งการ จนเกิดผลเสียต่อระบบอวัยวะในร่างกายหลายระบบ เช่น ความดันโลหิตเพิ่มสูงขึ้น อัตราการเต้นหัวใจเพิ่มขึ้น หายใจถี่ขึ้น ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น นอกจากนี้ยังทำให้ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายอ่อนแอลงเจ็บป่วยได้ง่ายขึ้น และที่สำคัญยังทำให้เซลล์ในร่างกายเจริญผิดปกติ จนกลายเป็นโรคมะเร็งในที่สุด นอกจากอันตรายของสารนิโคตินที่มีอยู่ในบุหรี่ไฟฟ้าในปริมาณที่สูงแล้ว กระบวนการทำงานของบุหรี่ไฟฟ้าที่เป็นระบบให้ความร้อนจากขดลวดไฟฟ้าและผู้สูบสามารถปรับระดับได้เอง จนทำให้เกิดไอละอองสีขาวของนิโคตินได้ละเอียดและมากขึ้น ซึ่งเป็นผลให้ผู้สูบได้รับนิโคตินเข้าสู่ร่างกายเพิ่มมากขึ้นไปด้วย และไอละอองสีขาวเหล่านี้แม้มีกลิ่นหอม แต่นั่นคือบุหรี่มือสองอ่านเพิ่มเติม "บุหรี่ไฟฟ้า: เตือนเสพติดนิโคตินจากบุหรี่ไฟฟ้า ทำลายสมอง ก่อมะเร็ง และทำให้ติดบุหรี่มากขึ้น"

บุหรี่ไฟฟ้า: WHO เตือนบุหรี่ไฟฟ้าชนิดให้ความร้อน ทำคนเข้าใจผิดเรื่องอันตราย

องค์การอนามัยโลกออกแถลงการณ์บุหรี่ไฟฟ้าชนิดให้ความร้อน อาจสร้างความสับสนเข้าใจผิดอันตรายน้อยกว่ายาสูบ ด้านนักวิจัยเผยข้อมูลพบอาจเพิ่มจำนวนคนสูบบุหรี่ธรรมดามากขึ้น เมื่อวันที่ 30 ก.ค. ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคปอดและเลขาธิการมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ กล่าวว่า องค์การอนามัยโลก (WHO)ได้ออกแถลงการณ์กรณีที่องค์การอาหารและยาสหรัฐอเมริกา อนุมัติให้ผลิตภัณฑ์บุหรี่ไฟฟ้าชนิดใหม่แบบให้ความร้อนของบริษัทบุหรี่แห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ลดสารอันตราย อาจจะสร้างความสับสนให้กับผู้บริโภคทำให้เข้าใจผิดว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมีอันตรายน้อยกว่าบุหรี่ธรรมดา “ข้อเท็จจริงแล้วบุหรี่ชนิดนี้มีสารพิษหลายชนิดที่สูงกว่าบุหรี่ธรรมดาและพบสารพิษบางชนิดที่ไม่เคยพบในบุหรี่ธรรมดามาก่อน ซึ่งปัจจุบันยังไม่ทราบผลกระทบของสารพิษเหล่านี้ต่อสุขภาพในระยะยาว ทั้งนี้ WHO ให้ความเห็นว่า สหรัฐฯ ไม่ได้เป็นภาคีสมาชิกตามอนุสัญญาควบคุมยาสูบของ WHO และการอนุมัติของเอฟดีเอครั้งนี้เป็นบริบทเฉพาะสหรัฐฯ เท่านั้น ไม่อาจนำมาอ้างอิงกับประเทศอื่นๆ ได้”ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ ศ.นพ.ประกิต กล่าวต่อว่า ขณะนี้มีความเป็นห่วงว่าในหลายประเทศรวมถึงไทยได้อ้างอิงถึงกรณียูเอสเอฟดีเอ(USFDA) อนุมัติให้บุหรี่ไฟฟ้าแบบให้ความร้อนนี้เป็นผลิตภัณฑ์ลดสารอันตราย เพื่อหวังจะให้มีการจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าชนิดนี้ได้ และโฆษณาบิดเบือนข้อมูลว่าปลอดภัย หรือมีอันตรายน้อยกว่าหรือเป็นผลิตภัณฑ์บุหรี่แบบลดความเสี่ยง จึงอยากเตือนผู้บริโภคโดยเฉพาะเยาวชนอย่าได้หลงเชื่อ โดยย้ำว่าบุหรี่ทุกชนิดมีอันตรายต่อสุขภาพ และบุหรี่ประเภทนี้ไม่ได้ช่วยให้เลิกบุหรี่ได้จริง แนะนำให้ผู้ที่ต้องการเลิกบุหรี่ปรึกษาแพทย์ ด้าน ดร.พญ.เริงฤดี ปธานวนิช ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี เปิดเผยว่า รายงานที่ทบทวนงานวิจัยทางระบาดวิทยาของ 4 รายงาน ในปี 2562 พบว่า 10-45% ของผู้ที่สูบบุหรี่ไฟฟ้าแบบให้ความร้อนเป็นผู้ที่ไม่เคยสูบบุหรี่มาก่อน และ 69%อ่านเพิ่มเติม "บุหรี่ไฟฟ้า: WHO เตือนบุหรี่ไฟฟ้าชนิดให้ความร้อน ทำคนเข้าใจผิดเรื่องอันตราย"