สูบบุหรี่จัดเสี่ยง หัวใจขาดเลือด

โรคหลอดเลือดหัวใจตีบและอุดตัน เกิดจากร่างกายมีไขมันสะสมภายในหลอดเลือด ต่อมาเกิดปฏิกิริยาอักเสบ ทำให้เกิดการแตกของผิวหลอดเลือดและเกิดอาการตีบหรืออุดตันแบบเฉียบพลันจากลิ่มเลือด โดยสาเหตุของโรคหัวใจขาดเลือด มักจะเกิดจากปัจจัยเสี่ยงหลายอย่าง เช่น สูบบุหรี่ อาหารที่มีไขมันในเลือดสูง ไขมันโคเลสเตอรอล HDL (ชนิดดี) ต่ำ เป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน อ้วน และไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีประวัติโรคหัวใจขาดเลือดของคนในครอบครัว ควรสังเกตอาการของตนเองให้ดี ไม่ว่าจะเป็น วิงเวียนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน เหงื่อออกขณะที่ร่างกายเย็น รู้สึกวิตกกังวลมากผิดปกติไอ หรือหายใจมีเสียง บางรายมีอาการเหนื่อยมากผิดปกติโดยไม่มีสาเหตุ หากมีอาการดังกล่าวแนะนำให้เข้ามาพบแพทย์ และไม่ควรละเลยตรวจสุขภาพประจำปีเพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะหัวใจขาดเลือด

การจุดเทียนหอม อาจเสี่ยงมะเร็ง

การจุดเทียนหอมในห้องส่วนตัว พร้อมเปิดเพลงคลอเบาๆ ให้ได้บรรยากาศที่แสนจะผ่อนคลาย ลดความกระวนกระวายจากความตึงเครียดได้ดี แต่นั้นอาจไม่ใช่เสมอไป โดยเฉพาะใครที่ชอบจุดเทียนในห้องไม่ถ่ายเทอากาศ อาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งได้! ซึ่งศาสตราจารย์ Alastair Lewis จาก National Centre for Atmospheric Science มหาวิทยาลัยนิวยอร์ก ได้เปิดเผยงานวิจัยพบว่า การจุดเทียนหอมระเหยในห้องที่ไม่มีอากาศถ่ายเท จะทำให้ผู้อยู่อาศัยเสี่ยงต่อการได้รับสารเคมีจากเทียนหอมที่ทำปฏิกิริยากับอากาศจนกลายเป็นสารก่อมะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งจมูกและมะเร็งคอได้ โดยสารไลโมนีนที่มีคุณสมบัติในการสร้างกลิ่นหอม เมื่อเกิดการรวมตัวของสาร 2 โมเลกุลเข้าด้วยกันจะกลายเป็นฟอร์มาดีไฮด์ ที่เป็นหนึ่งในสารก่อมะเร็ง และจะสะสมมากขึ้นหากอยู่ในบริเวณที่ไม่มีอากาศถ่ายเท มีผลต่อสุขภาพเมื่อรับเข้าสู่ร่างกายมากเกินไป ทำให้มีอาการเจ็บคอ ไอเป็นเลือด ระคายเคืองตา หรือเลือดกำเดาไหล แม้การจุดเทียนหอมในห้องจะทำให้กลิ่นของเทียนอบอวลและหอมมากกว่า แต่การเปิดห้องให้มีอากาศถ่ายเทจะช่วยระบายสารเคมีและลดการสะสมไม่ให้เกิดอันตรายกับร่างกาย ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งในอนาคตได้มากกว่า

ฟิตง่ายๆ ได้ที่บ้าน ไม่ต้องง้ออุปกรณ์ ช่วยเผาผลาญแคลอรี่

กระโดดตบ ท่าบริหารแสนง่าย ทำติดต่อกันอย่างน้อย 10-15 นาที แบ่งเป็นรอบ รอบละ 5 นาที ช่วยกระชับต้นแขนและหน้าท้องไปพร้อมๆ กันPlank ช่วยให้หน้าท้องและหลังแข็งแรง โดยนอนคว่ำ เหยียดตัวตรง ตั้งศอกทั้ง 2 ข้างกับพื้น ค่อยๆ ยันตัวขึ้น ให้ศอกห่างกันประมาณช่วงไหล่ เกร็งลำตัวยกสะโพกขึ้น ไม่เงยหน้า อย่าให้สะโพกโก่งขึ้น หน้าท้องแอ่น ต้องเกร็งหน้าท้องค้างไว้ อยู่ในท่านั้นเป็นระยะเวลา 30-60 วินาทีSquat ยืนเท้ากว้างประมาณไหล่ เปิดปลายเท้าออกเล็กน้อย นั่งลงโดยดันก้นไปด้านหลัง พับสะโพกโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย รักษาแนวหลังให้เป็นเส้นตรง ทิ้งน้ำหนักลงที่ก้นและส้นเท้า ทำให้น้ำหนักไม่ลงไปที่เข่ามากจนเกินไป ทำเซตละ 15-20 ครั้ง ทำ 3 เซตค่ะ

มาบอกลาสิวกันเถอะ

หลีกเลี่ยงอาหารจำพวกแป้ง น้ำตาล นม อาหารประเภททอดเน้นอาหารไฟเบอร์สูง เพื่อให้ระบบขับถ่ายเป็นปกติไม่นอนหลัง 5 ทุ่ม เพื่อให้ร่างกายได้ฟื้นฟูอย่างเต็มที่พยายามไม่เครียดงด Moisturizer และครีมกันแดดในช่วงที่เป็นสิว หรือถ้าจำเป็นต้องทาควรเว้นบริเวณที่เป็นสิว และสำหรับคนที่เป็นสิวง่าย ไม่ควรใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูง จะทำให้เกิดการอุดตันมากขึ้นห้ามใจไม่แกะสิว โดยเฉพาะสิวอักเสบ

รักษ’ ศูนย์บูรณาการสุขภาพและการแพทย์แบบองค์รวมแห่งแรกในเอเชีย – โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์

มั่นคงฯ เดินหน้ารุกตลาดธุรกิจเพื่อสุขภาพ (Medical Wellness) ดึงมือหนึ่งในทุกด้านร่วมสร้างประวัติศาสตร์ ประกาศความร่วมมือ “บำรุงราษฎร์” และ “ไมเนอร์ฯ”    ผุดเมกะโปรเจคต์ “รักษ” (รัก-ษะ) ศูนย์บูรณาการสุขภาพและการแพทย์แบบองค์รวมแห่งแรกในเอเชีย ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Fully Integrative Wellness & Medical Retreat” มูลค่ารวมกว่า 2,000 ล้านบาท โดดเด่นด้วยการผสมผสานเทคโนโลยีและศาสตร์การดูสุขภาพแบบองค์รวมพร้อมบริการที่ทันสมัย เพื่อพัฒนาไปสู่ระดับ World-Class Medical Wellness Destination พร้อมเปิดตัวอย่างเป็นทางการไตรมาส 4/2563 มั่นใจโครงการนี้จะเป็นแรงหนุนสำคัญของ “มั่นคงฯ” ตอกย้ำความสำเร็จในดำเนินงานตามแผนยุทธศาสตร์พัฒนาธุรกิจเพื่อความยั่งยืน (Sustainability Development Roadmap) ของบริษัทฯ  คาดดันกำไรฝั่งธุรกิจเพื่อเช่าและเพื่อการบริการ Recurring Income เป็นสัดส่วน 50:50 ภายในปี 64 นายวรสิทธิ์ โภคาชัยพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มั่นคงเคหะการ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงการดำเนินธุรกิจครั้งยิ่งใหญ่ ตามแผนยุทธศาสตร์พัฒนาธุรกิจเพื่อความยั่งยืน (Sustainability Development Roadmap) ของบริษัทฯ ที่มุ่งเน้นการสร้างสมดุลระหว่างธุรกิจเพื่อขายและธุรกิจเพื่อเช่าและเพื่อการบริการอ่านเพิ่มเติม "รักษ’ ศูนย์บูรณาการสุขภาพและการแพทย์แบบองค์รวมแห่งแรกในเอเชีย – โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์"

10 คำแนะนำโรคฮีทสโตรก (Heat Stroke) ภัยเงียบที่มากับหน้าร้อน

ภาวะ Heat Stroke จะเกิดขึ้นเมื่ออุณหภูมิร่างกายของนักวิ่งสูงเกิน 40 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นจังหวะที่ร่างกายขาดน้ำและมีการออกแรงมาก ทำให้ร่างกายสูญเสียความสามารถในการรักษาอุณหภูมิที่เหมาะสม โดยจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและจำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลือจากแพทย์โดยเร็วที่สุด ไม่เช่นนั้นอาจเป็นอันตรายจนถึงขั้นเสียชีวิตได้ แม้ว่า Heat Stroke จะเป็นโรคที่อันตราย แต่เราสามารถป้องกันได้ โดยปฏิบัติตามคำแนะนำเหล่านี้ อย่าออกกำลังกายหนักเกินไปในวันที่อากาศร้อนรู้ข้อจำกัดของร่างกายตัวเอง และฟังเสียงของร่างกายอยู่เสมอ ไม่ไหวอย่าฝืนก่อนการวิ่งควรดื่มน้ำให้เพียงพอ และในระหว่างวิ่งก็ควรจิบน้ำบ่อยๆด้วย แม้ว่าจะไม่ได้รู้สึกกระหายน้ำก็ตามสวมใส่เสื้อผ้าสีสว่าง บางเบา ระบายอากาศได้ดี ใส่หมวก และสวมแว่นกันแดดเมื่อรู้สึกว่าร่างกายเริ่มร้อน ให้ใช้วิธีราดน้ำเหนือศรีษะเพื่อลดอุณหภูมิในร่างกายหลีกเลี่ยงการวิ่งบนพื้นผิวที่เป็นคอนกรีตในวันที่อากาศร้อนจัด ให้เปลี่ยนไปวิ่งในสถานที่ที่มีร่มไม้เยอะๆหลีกเลี่ยงการรับประทานยาที่มีผลในการลดปริมาณน้ำในร่างกายก่อนการแข่งขันหรือก่อนวิ่งในวันที่อากาศร้อนจัดหลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก่อนวิ่งหากมีอาการเจ็บป่วยก่อนถึงกำหนดวันแข่งขัน เช่น มีไข้ ก็ให้งดหรือเลื่อนการแข่งขันออกไปก่อน เพราะร่างกายจะมีความไวต่อความร้อนได้ง่าย หรือกรณีที่พึ่งหายป่วยได้ไม่นาน ก็ยังไม่ควรออกมาวิ่งในวันที่อากาศร้อนให้สลับไปใช้วิธีออกกำลังกายในร่มอย่างอื่นในวันที่อากาศร้อนจัด เช่น ว่ายน้ำ เข้ายิมเข้าฟิตเนส

ยาฟาวิพิราเวียร์: ทยอยส่งกว่า 4.8 แสนเม็ด ให้โรงพยาบาลรับมือโควิด-19

องค์การเภสัชกรรมกรรม เผยได้มีการสำรองยาฟาวิพิราเวียร์กว่า 4.8 แสนเม็ด และได้ทยอยจัดส่งไปรักษาผู้ป่วยในพื้นที่ต่างๆแล้ว พร้อมจัดหาเพิ่มอีกกว่า 1 แสนเม็ด คาดยาที่ผลิตเองและขึ้นทะเบียนได้ในปี 2564 ประสานผู้ผลิตหน้ากากอนามัยขยายกำลังการผลิต ช่วยบุคลากรทางการแพทย์ นพ.วิฑูรย์ ด่านวิบูลย์ ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมยาและเวชภัณฑ์ในสถานการณ์โรคโควิด 19 ว่า การรักษาพยาบาลผู้ป่วยโควิด 19 มียาฟาวิพิราเวียร์จำนวน 488,200 เม็ด โดยบางส่วนทยอยจัดส่งไปใช้รักษาผู้ติดเชื้อในพื้นที่ต่างๆ แล้ว และมีการตรวจติดตามคุณภาพของยาอย่างต่อเนื่อง พร้อมจัดหาเพิ่มเติมอีกกว่า 100,000 เม็ด นอกจากนี้ องค์การเภสัชกรรมได้ทำการวิจัยและพัฒนายาฟาวิพิราเวียร์เอง เพื่อให้ประเทศไทยพึ่งพาตนเองได้ "ขณะนี้การวิจัยพัฒนาในระดับห้องปฏิบัติการเสร็จแล้ว โดยในเดือนกุมภาพันธ์ 2564 จะเริ่มทำการผลิตในระดับอุตสาหกรรมจำนวน 360,000 เม็ด สำหรับทดสอบประสิทธิผลการรักษาหรือการศึกษาชีวสมมูล (Bioequivalence study) ซึ่งเป็นการศึกษาระดับยาในเลือดเทียบกับยาต้นแบบ เพื่อยื่นขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ในเดือนกันยายน 2564 หากได้รับขึ้นทะเบียน จะเป็นยาสำหรับการสำรองใช้ในการรักษาผู้ติดเชื้อโควิดต่อไป" นพ.วิฑูรย์กล่าว

น้ำท่วมปอด: 3 ลักษณะอาการ

ผู้ป่วย โรคมะเร็ง มักมีอาการน้ำท่วมปอดแทรกซ้อน จนถึงขั้นเสียชีวิต อาการภาวะน้ำท่วมปอด แบ่งเป็น 3 ลักษณะอาการ ดังนี้ 1. ภาวะน้ำท่วมปอดแบบเฉียบพลัน (Acute pulmonary edema symptoms) – ลมหายสั้นถี่มาก หรือ อาการหายใจลำบาก และอาการแย่ลงเมื่อนอน– รู้สึกหอบเหนื่อย หายใจไม่ออก คล้ายอาการจมน้ำ– หายใจเสียงดัง , หายใจแรง หรือต้องอ้าปากขณะหายใจ– มีความวิตกกังวลกระสับกระส่าย– มีอาการไอที่มีเสมหะเป็นฟอง หรือมีเสมหะปนเลือด– มีอาการเจ็บหน้าอกถ้าภาวะน้ำท่วมปอดมีสาเหตุมาจากการเกิดโรคหัวใจ– หัวใจเต้นผิดปกติ,ใจสั่น ,หัวใจเต้นเร็ว หากมีอาการใดๆ ของอาการดังกล่าวควรรีบเข้าพบแพทย์โดยเร็วที่สุด เพราะภาวะน้ำท่วมปอดเฉียบพลันอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตหากไม่ได้รับการรักษา 2. ภาวะน้ำท่วมปอดเรื้อรัง (Chronic pulmonary edema symptoms) – มีอาการหายใจถี่ขึ้นมากกว่าปกติเมื่อมีการออกกำลังกาย หรือมีการใช้งานทางร่างกาย– หายใจลำบากกับกิจกรรมที่ต้องใช้กำลังมา– หายใจลำบากเมื่อนอนราบกับพื้น– หายใจดังเสียงฮืดๆ– ตื่นในเวลากลางคืนด้วยอาการหายใจหอบเหมือนหายใจไม่ทัน อาจบรรเทาอาการได้โดยการลุกขึ้นนั่ง– น้ำหนักเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อมีภาวะน้ำท่วมปอดที่มีสาเหตุมาจากโรคหัวใจล้มเหลว, ภาวะที่หัวใจปั๊มเลือดไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นมาจากการสะสมของเหลวในร่างกายโดยเฉพาะที่ขาทำให้ขาบวม– อาการบวมตั้งแต่ปลายนิ้วเท้าจนถึงข้อสะโพก (Lowerอ่านเพิ่มเติม "น้ำท่วมปอด: 3 ลักษณะอาการ"

ฝีในปอด: จากการสำลักอาหารและน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อโรคแบคทีเรีย

โรคฝีในปอด จากการสำลักอาหารและน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อโรคแบคทีเรียในช่องปากลงไปในปอด...พบบ่อยในคนสูงอายุ ผู้ป่วยหญิงไทยอายุ 70 ปี เป็นโรคความดันโลหิตสูงและโรคเบาหวานมาโรงพยาบาลด้วยอาการไอ มีเสมหะ ไข้ อ่อนเพลีย 2 สัปดาห์ ก่อนหน้านี้ผู้ป่วยมีประวัติสำลักอาหารและน้ำบ่อย เอ็กซเรย์ปอดเห็นโพรงมีทั้งน้ำและลมขนาด 8x8 ซม.ในปอดข้างขวาด้านบน คอมพิวเตอร์สแกนของปอดเห็นโพรงฝีขนาดใหญ่ในปอด วินิจฉัยเป็นโรคฝีในปอดจากการสำลักเชื้อแบคทีเรียที่อาศัยอยู่ในช่องปาก เหงือก และซอกฟันลงไปในปอด ให้ยาปฏิชีวนะทางเส้นเลือดนาน 6 สัปดาห์ อาการไข้ ไอ และเสมหะลดลง ติดตามเอ็กซเรย์ปอด ในที่สุดฝีหายไป และผู้ป่วยหายเป็นปกติ เมื่อคนอายุมากขึ้น มีโรคประจำตัวเช่นโรคหลอดเลือดสมอง โรคความจำเสื่อม โรคพาร์กินสัน การทำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อที่ควบคุมการกลืนเริ่มผิดพลาด เกิดการสำลักง่าย ภาวะแทรกซ้อนที่ตามมาจากการสำลัก เช่น ขนมเข่ง ลูกชิ้น ยาเม็ดโตๆ ทำให้ติดคอ ขาดอากาศหายใจเสียชีวิตได้ทันที และปอดติดเชื้อจากเชื้อโรคในช่องปากลงปอด ทำให้เกิดปอดอักเสบ หรือฝีในปอดอย่างผู้ป่วยรายนี้

บุหรี่ไฟฟ้า: จับตา ” โจ ไบเดน” ดันนโยบายห้ามขาย

หมอประกิต แนะจับตา " โจ ไบเดน" ดันนโยบายห้ามขายบุหรี่ไฟฟ้า หลังติดอิทธิพล บ.ยาสูบมานาน ชี้ผลกระทบประเทศไทย เครือข่ายบุหรี่ไฟฟ้า เอาอนาคตเด็กไทยเป็นเดิมพัน เมื่อวันที่ 11 พ.ย. ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ เปิดเผยว่า เมื่อประมาณเดือน ม.ค. นายโจ ไบเดน เคยกล่าวในการหาเสียงว่าหากได้เป็นประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาจะห้ามขายบุหรี่ไฟฟ้าทุกชนิด ซึ่งขณะนี้นาย ไบเดน ชนะการเลือกเป็นประธานาธิบดี คนที่ 46 ของสหรัฐฯ จึงเกิดคำถามตามมาว่าจะสามารถทำตามที่ได้หาเสียงเอาไว้หรือไม่ เพราะถึงแม้ว่าการควบคุมยาสูบเป็นนโยบายสาธารณสุขที่สำคัญอันดับต้นๆ ของสหรัฐฯ เนื่องจากเป็นสาเหตุการเสียชีวิตก่อนเวลาอันดับหนึ่งของคนอเมริกัน เสียชีวิตปีละ 480,000 คน และอีก 16 ล้านคนที่ป่วยด้วยโรคจากการสูบบุหรี่ ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาปีละ 5.2 ล้านล้านบาท เท่ากับ 1.5 เท่าของงบประมาณปี 2564 ของไทย แต่ที่ผ่านมาประธานาธิบดีของสหรัฐฯ หลายคนมีนโยบายดังกล่าวแต่ไม่สามารถทำได้สำเร็จมากนัก เนื่องจากถูกขัดขวางจากบริษัทบุหรี่ซึ่งมีอิทธิพลมาก อีกทั้งยังส่งผลต่อการจำหน่ายบุหรี่ในประเทศไทยด้วย ศ.นพ.ประกิต กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่นายไบเดนอ่านเพิ่มเติม "บุหรี่ไฟฟ้า: จับตา ” โจ ไบเดน” ดันนโยบายห้ามขาย"

COVID-19: ซิลลิค แจงชัด! วัคซีนโมเดอร์นา 1 ล้านโดสปี 64 ส่งให้สภากาชาดไทย – จองเพิ่มอีก 5 ล้านโดสส่งมอบปี 65

บริษัท ซิลลิค ฟาร์มา จำกัด ส่งหนังสือถึงสภากาชาดไทย ระบุวัคซีนโควิด “โมเดอร์นา” ดีลร่วมองค์การเภสัชกรรม โดย 1 ล้านโดสของกาชาด ส่งภายในปี 64    ขณะที่สภากาชาดฯ สั่งจองเพิ่มอีก 5 ล้านโดสส่งมอบปี 65 เป็นวัคซีนที่ครอบคลุม VOC หรือสายพันธุ์ที่น่ากังวล โดยยอดปีหน้าอยู่ระหว่างเตรียมการด้านเอกสาร และพิจารณาข้อสัญญาต่อไป เมื่อวันที่ 25 ก.ค. บริษัท ซิลลิค ฟาร์มา จำกัด ได้มีการส่งหนังสือถึงสภากาชาดไทย ลงวันที่ 18 ก.ค.2564 เรื่องการแจ้งยืนยันการจองวัคซีนโควิด 19 ของโมเดอร์นา ของสภากาชาดไทย ใจความระบุว่า “ตามที่ได้รับการติดต่อจากสภากาชาดไทยตั้งแต่เดือนเม.ย.ที่ผ่านมา เพื่อขอจองวัคซีนโควิด-19 ของโมเดอร์น่า จำนวน 1 ล้านโดส โดยเริ่มส่งภายในไตรมาส 4 ของปี 2564 และขอทำสัญญาซื้อขายโดยตรงกับทางบริษัทฯ แต่เนื่องจากทางบริษัทฯ ยังไม่สามารถทำสัญญาโดยตรงกับสภากาชาดไทยสำหรับวัคซีนที่จะมาถึงภายในปีนี้จึงจำเป็นต้องซื้อผ่านองค์การเภสัชกรรม ซึ่งทางบริษัทฯได้แจ้งองค์การเภสัชกรรมให้ทราบแต่ต้นว่าวัคซีน 1 ล้านโดสอ่านเพิ่มเติม "COVID-19: ซิลลิค แจงชัด! วัคซีนโมเดอร์นา 1 ล้านโดสปี 64 ส่งให้สภากาชาดไทย – จองเพิ่มอีก 5 ล้านโดสส่งมอบปี 65"

การผ่าตัดมดลูกผ่านกล้องส่องช่องท้อง: ไร้แผล ไร้กังวล

    ในอดีต นรีเแพทย์ทำการผ่าตัดที่อวัยวะใดๆ ในช่องท้องและอุ้งเชิงกรานโดยผ่าเปิดแผลที่ผิวหนังบริเวณหน้าท้องเข้าไปจนถึงอวัยวะที่ต้องการผ่าตัดนั้นโดยตรง ต่อมามีการพัฒนาการผ่าตัดอวัยวะในช่องท้องและอุ้งเชิงกรานโดยการเจาะเป็นรูขนาดเล็กๆ ที่ผนังหน้าท้อง เพื่อสอดใส่กล้องและเครื่องมือผ่าตัดลงไปทำการผ่าตัด เรียกว่า การผ่าตัดผ่านกล้องส่องช่องท้อง หรือที่รู้จักกันแพร่หลายและเรียกสั้นๆ ว่า การผ่าตัดผ่านกล้องฯ ซึ่งจัดเป็นการผ่าตัดยุคใหม่ที่รุกล้ำน้อย (Minimally invasive surgery) หรือมีการบาดเจ็บเนื้อเยื่อน้อยนั่นเอง         การผ่าตัดมดลูกผ่านกล้องฯ มีหลักสำคัญ คือ แผลขนาดเล็ก เจ็บปวดน้อย หายเร็ว และสวยงามโดยที่ยังคงมีประสิทธิภาพเฉกเช่นเดียวกับการผ่าตัดผ่านแผลหน้าท้องขนาดใหญ่แบบดั้งเดิม โดยทั่วไปการผ่าตัด  ผ่านกล้องฯ อาศัยแผลบนผนังหน้าท้องขนาดเล็กๆ ยาว 0.5 - 1.0 เซนติเมตร จำนวน 3 - 4แผล (รูปที่ 2) เพื่อใช้เป็นทางผ่านเข้าไปของเครื่องมือผ่าตัดและกล้องส่องช่องท้อง ที่เรียกว่า  แลปพาโร-สโคป  ซึ่งต่อเชื่อมกับเครื่องรับสัญญาณเพื่อแสดงผลที่หน้าจอภาพ ทำให้แพทย์สามารถมองเห็นอวัยวะภายในช่องท้อง  อุ้งเชิงกราน  และควบคุมการผ่าตัดจากภายนอกช่องท้องได้ผ่านทางเครื่องมือที่สอดผ่านแผลบริเวณหน้าท้องเข้าไป         ในปัจจุบัน การผ่าตัดผ่านกล้องได้รับการพัฒนาให้ก้าวหน้ามากยิ่งขึ้นอ่านเพิ่มเติม "การผ่าตัดมดลูกผ่านกล้องส่องช่องท้อง: ไร้แผล ไร้กังวล"

น้ำอสุจิ: เสื่อมจริงไหม ถ้าสูบบุหรี่จัดไป

เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าบุหรี่นั้นส่งผลเสียต่อสุขภาพ และยังนำมาซึ่งปัญหาสุขภาพอีกมากมาย รวมทั้งส่งผลต่อคุณภาพของอสุจิ เพราะสารพิษในควันบุหรี่นั้นก็เป็นหนึ่งในสาเหตุที่อาจทำให้อสุจิเกิดความอ่อนแอหรือถึงขั้นเสื่อมได้ ว่าแต่เรื่องนี้ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร เรามีคำตอบมาบอก สำหรับคู่รักที่กำลังวางแผนจะเตรียมตัวมีบุตร แต่กลับต้องเจอปัญหาหนักใจที่ปล่อยมานานแล้วแต่ก็ยังไม่ท้องสักที สิ่งสำคัญอันดับต้นๆที่จะทำให้การตั้งครรภ์ประสบความสำเร็จได้ คือ เชื้ออสุจิที่มีความแข็งแรง แต่ถ้าหากในฝ่ายชายมีพฤติกรรมเสี่ยงชอบสูบบุหรี่เป็นประจำ ก็อาจจะส่งผลเสียต่อคุณภาพของเชื้ออสุจิในเรื่องต่างๆได้ดังนี้ การเคลื่อนที่ของเชื้ออสุจิ คือ ความสามารถในการแหวกว่ายของเชื้ออสุจิเข้าไปยังมดลูก จากงานวิจัยพบว่า ในผู้ชายที่สูบบุหรี่ เชื้ออสุจิจะมีความสามารถในการเคลื่อนที่ลดลงถึง 13% หากเชื้ออสุจิเคลื่อนที่ได้ไม่เต็มที่ ก็จะส่งผลให้อสุจิไม่สามารถเข้าไปหาไข่เพื่อปฏิสนธิได้ลักษณะของเชื้ออสุจิ คือ เชื้ออสุจิที่มีรูปร่างผิดปกติอาจยังเคลื่อนที่ไปยังไข่ได้ แต่ไม่สามารถเข้าไปปฏิสนธิได้ความเข้มข้นของเชื้ออสุจิ คือ ในผู้ชายที่สูบบุหรี่ประจำ จำนวนเชื้ออสุจิที่นับได้ในน้ำอสุจิในปริมาตรหนึ่งๆ นั้นลดลงถึง 23%DNA ในเชื้ออสุจิจะมีความเสียหาย เป็นเหตุให้เกิดปัญหาในการปฏิสนธิ การเจริญและการฝังตัวอ่อน ทั้งยั้งทำให้เกิดอัตราการแท้งบุตรสูงขึ้น สำหรับคู่รักที่ต้องการมีลูก เชื้ออสุจิจะใช้เวลาประมาณ 3 เดือนในการเจริญเติบโต ดังนั้น ระยะเวลาตั้งแต่ 3 เดือนขึ้นไปหลังเลิกสูบบุหรี่ น่าจะเป็นช่วงที่เหมาะสม ดังนั้นหากอยากมีสุขภาพที่ดีและแข็งแรง รวมทั้งช่วยเพิ่มโอกาสในการมีลูก วิธีที่ดีที่สุดคือ “การไม่สูบบุหรี่อย่างเด็ดขาด” https://www.youtube.com/watch?v=A-N4v6fGzwI

COVID-19: วัคซีนความท้าทายบนความคาดหวังของมนุษยชาติ

จับตาสถานการณ์วัคซีนทั่วโลก กับความหวังของทุกประเทศ ขณะที่สหรัฐอาจยังไม่สามารถทดลองใช้วัคซีนได้ก่อน 25 พ.ย. หรือก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เหตุมีปัจจัยเรื่องความปลอดภัย ในขณะที่ทั่วโลกกำลังรอข่าวดีจากการผลิตวัคซีนป้องกันโรค Covid-19 ที่บริษัทยาชั้นนำทั่วโลกต่างเร่งทำการทดลอง วิจัย และพัฒนาวัคซีนให้ประสบความสำเร็จโดยเร็วที่สุดนั้น ความหวังที่จะได้วัคซีนมาใช้เพื่อยับยั้งการแพร่ระบาดที่เพิ่มสูงขึ้นในหลายประเทศ เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศอินเดีย และเพื่อนบ้านของเรา อย่างเช่น มาเลเซีย และเมียนมากลับชะงักงัน เมื่อหลายบริษัททั้งในฝากฝั่งอเมริกาและยุโรป ออกมาเปิดเผยถึงการหยุดการทดลองวัคซีนในมนุษย์ชั่วคราว หลังจากพบผลข้างเคียงจากการทดลองวัคซีนดังกล่าว ล่าสุดบริษัทแจนเซน ฟาร์มาซูติเคิล ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของบริษัทจอนซัน แอนด์ จอนซัน (Janssen Pharmaceutical companies of Johnson&Johnson) และเป็น 1ใน 6 บริษัทที่ทำการวิจัยและพัฒนาวัคซีน Covid-19 กับพลเมืองในสหรัฐอเมริกา ได้ออกแถลงการณ์แจ้งหยุดการทดลองในมนุษย์ ชั่วคราว หลังจากพบผลข้างเคียงจากการเจ็บป่วยโดยไม่ทราบสาเหตุของผู้ที่ทดลองใช้วัคซีน โดยในแถลงการณ์ระบุว่า การเกิดผลข้างเคียงเป็นเรื่องปรกติทั่วไปในการทดลองวัคซีนกับผู้คนจำนวนมาก แต่ด้วยมาตรฐานความปลอดภัยขั้นสูงสุด เมื่อเกิดผลกระทบข้างเคียงใดๆ จำเป็นต้องมีการศึกษาในตัววัคซีนใหม่อีกครั้งหนึ่ง ดังนั้นจึงต้องหยุดการทดลองในคนชั่วคราวจนกว่าจะมีการพิจารณาข้อมูลอย่างถี่ถ้วนอีกครั้งหนึ่งว่าจะสามารถกลับมาทดลองในคนได้อีกเมื่อไหร่ ก่อนหน้านี้ทางบริษัทได้มีการทดสอบวัคซีนดังกล่าวกับอาสาสมัครมากกว่า 60,000 คน ซึ่งเป็นจำนวนที่สูงสุดในการทดสอบวัคซีนเมื่อเทียบกับการทดลองจากบริษัทอื่นๆในสหรัฐอเมริกา โดยการทดลองในระยะที่ 3 ได้ดำเนินการมาตั้งแต่เดือนกันยายนอ่านเพิ่มเติม "COVID-19: วัคซีนความท้าทายบนความคาดหวังของมนุษยชาติ"

COVID-19: กรมวิทย์เผยผลเฝ้าระวังสายพันธุ์โควิดเดลตาสูง 69.1% กทม.พบถึง 82.7%

กรมวิทย์รายงานผลการเฝ้าระวังสายพันธุ์โควิด 19 ระหว่างวันที่ 17-23 ก.ค.64 พบเดลตา 69.1% สายพันธุ์อัลฟา 28.2% ส่วนเบตาพบ 2.7% พบมากในภาคใต้ ขณะที่กทม.เดลตา หรือสายพันธุ์อินเดียสูงถึง 82.7% เมื่อวันที่ 30 ก.ค. 2564 นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เปิดเผยผลการเฝ้าระวังสายพันธุ์โควิด 19 ในประเทศไทย โดยกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับเครือข่ายห้องปฏิบัติการว่า แนวโน้มในภาพรวมของประเทศจากข้อมูลการเฝ้าระวังระหว่างวันที่ 17 กรกฎาคม ถึง 23 กรกฎาคม 2564 จากการสุ่มตรวจผู้ติดเชื้อทั้งหมด 3,206 ราย เป็นสายพันธุ์เดลตา(อินเดีย)จำนวน 2,215 ราย(69.1%) ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นค่อนข้างรวดเร็ว ส่วนสายพันธุ์อัลฟา(อังกฤษ)พบจำนวน 905 ราย(28.2%)และสายพันธุ์เบตา(แอฟริกาใต้)จำนวน 86 ราย(2.7%) โดยพบในพื้นที่กรุงเทพมหานคร จากทั้งหมดจำนวน 1,273 ราย เป็นสายพันธุ์เดลตา จำนวน 1,053 รายอ่านเพิ่มเติม "COVID-19: กรมวิทย์เผยผลเฝ้าระวังสายพันธุ์โควิดเดลตาสูง 69.1% กทม.พบถึง 82.7%"