logo

Welcome to Health Me Now

สุขภาพแข็งแรงและสุขภาพดี เป็นพื้นฐานสำคัญของการดูแลตัวเองสำหรับคนยุคใหม่ เพราะเมื่อเรามีสุขภาพแข็งแรงจะมีความพร้อมมากพอในการทำกิจกรรมต่างๆ ได้อย่างมีคุณภาพ.
a
Top

ตะกั่วเป็นพิษ

ภาวะตะกั่วเป็นพิษ คือ ร่างกายรับตะกั่วที่เป็นสารโลหะหนัก เข้าไปในปริมาณมากเกินอาจมีพิษต่อระบบประสาทและสมอง และระบบต่างๆ ซึ่งเป็นภาวะที่พบได้เป็นครั้งคราว ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่

สาเหตุ ตะกั่วเป็นพิษ

เกิดจาการสูดไอตะกั่ว หรือกินหรือสัมผัสสารตะกั่ว (ดูดซึมผ่านผิวหนัง) เป็นเวลานาน จนร่างกายมี การสะสมสารตะกั่วถึงระดับที่เป็นพิษ

มักเกิดจากการประกอบอาชีพในโรงงานที่มีสารตะกั่ว หรือเกิดจากความประมาทเลินเล่อ หรือรู้เท่าไม่ ถึงการณ์ หรือเกิดจากการเล่นซนของเด็ก ๆ

ในบ้านเราอาจพบการรับพิษสารตะกั่วจากแหล่งต่าง ๆ เช่น

  1. ทำงานในโรงงานทำแบตเตอรี่หรือถ่านไฟฉายร้านอัดแบตเตอรี่ หรือขายแบตเตอรี่ ร้านเจียระไนเพชรพลอย (ซึ่งมีเครื่องมือที่มีตะกั่วเป็นส่วนประกอบ) โรงพิมพ์ที่ใช้ตัวพิมพ์ทำจากสารตะกั่ว ร้านเชื่อมโลหะ เป็นต้น
  2. ใช้เปลือกแบตเตอรี่ที่ทิ้งแล้ว มาเป็นเชื้อเพลิง เคี่ยวน้ำตาล หรือมาปูลาดเป็นทางเดิน
  3. ดื่มน้ำที่มีสารตะกั่วเจือปน เช่น น้ำจากบ่อที่ แปดเปื้อนสารตะกั่ว หรือน้ำจากท่อที่มีส่วนผสมของ ตะกั่วมากเกินไป
  4. สีทาบ้านและสีที่ใช้ทาของเล่น ที่มีสารตะกั่ว เจือปน เด็กอาจหยิบกินโดยรู่เท่าไม่ถึงการณ์
  5. แป้งทาเด็กที่มีสารตะกั่วเจือปน (เช่น ร้านขายยานำแป้งที่ใช้ผสมสีทาบ้าน มาขายเป็นแป้งทาแก้ ผดผื่นคัน) ผู้ปกครองซื้อมาทาเด็กโดยรู่เท่าไม่ถึงการณ์ จนเกิดพิษตะกั่วเรื้อรัง

บางครั้งอาจเป็นกันทั้งครอบครัวหรือทั้งหมู่บ้าน หรือทั้งโรงงาน ถ้าหากมีการรับสารตะกั่วจากแหล่งเดียวกัน เช่น ดื่มน้ำจากบ่อเดียวกัน หรือทำงานในโรงงานเดียวกัน

อาการ ตะกั่วเป็นพิษ

ผู้ป่วยอาจแสดงอาการได้หลายอย่าง เช่นปวดบิดในท้องอย่างรุนแรงโดยหาสาเหตุไม่พบ ร่วมกับอาการ ท้องผูก หรือไม่ก็ถ่ายเป็นเลือด

อาจมีอาการซีด เนื่องจากเม็ดเลือดแดงถูกทำลาย เร็วขึ้น และสร้างได้น้อยเนื่องจากพิษของตะกั่วที่มีต่อระบบเลือด

อาจมีการปลายประสาทอักเสบ ซึ่งจะพบในผู้ใหญ่มากกว่าเด็ก ที่พบได้บ่อย คือ ประสาทมือเป็น อัมพาต ทำให้ข้อมือตก เหยียดไม่ขึ้น และประสาทเท้า เป็นอัมพาต ทำให้ปลายเท้าตก เดินขาปัด ที่ร้ายแรงได้แก่ ภาวะผิดปกติทางสมอง ซึ่งจะพบ มากในเด็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ส่วนผู้ใหญ่พบได้น้อย เด็กจะมีอาการเดินเซ อาเจียน ซึม เพ้อ บุคลิกภาพเปลี่ยนไปจากเดิมนำมาก่อน แล้วจะ มีอาการชักและหมดสติ ถ้าหากไม่ได้รับการรักษา ก็มักจะเสียชีวิตในที่สุด หรือไม่ก็อาจกลายเป็นสมองพิการ และปัญญาอ่อน

ส่วนในรายที่มีพิษตะกั่วเรื้อรังอาจมีอาการอ่อนเพลีย ปวดศีรษะ นอนไม่หลับ หงุดหงิด เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ปวดข้อและกล้ามเนื้อ ขาเป็นตะคริว

บางรายอาจพบรอยสีเทาๆ ดำๆ ของสารตะกั่วที่ ขอบเหงือกในผู้ที่ไม่มีฟันจะไม่พบอาการนี้ และในเด็กก็มีโอกาสพบอาการดังกล่าวได้น้อย

การป้องกัน ตะกั่วเป็นพิษ

  1. ผู้ที่ทำงานเกี่ยวกับสารตะกั่ว (เช่น โรงงานแบตเตอรี่) ควรหามาตรการป้องกันโดยการจัดสภาพการทำงานให้ปลอดภัย (เช่น มีเสื้อคลุมป้องกันพิษตะกั่ว มีอ่างน้ำและห้องอาบน้ำพอเพียง มีทางระบายไม่ให้มีการสะสมของฝุ่นตะกั่ว) ห้ามสูบบุหรี่และกินอาหารในห้องที่มีสารตะกั่ว และควรมีการตรวจระดับตะกั่วในเลือด และปัสสาวะทุก 6 เดือน ถ้าพบว่าระดับตะกั่วสูงควรให้หยุดทำงานหรือเปลี่ยนไปทำงานที่ไม่เกี่ยวข้องกับสารตะกั่ว ถ้าสูงมากควรให้กินยาลดสารตะกั่ว ถึงแม้จะยังไม่มีอาการแสดงก็ตาม
  2. ควรแนะนำให้ประชาชนทั่วไปทราบถึงอันตรายของตะกั่วซึ่งเจือปนอยู่ในอุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น แบตเตอรี่ ถ่านไปฉาย สีทาบ้านของเล่นเด็ก เป็นต้น เพื่อป้องกันมิให้นำไปใช้ในทางที่ผิด ๆ หรือหาทางป้องกันมิให้เด็กๆ หยิบกินเล่นด้วยความไร้เรียงสาหรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์

การรักษา ตะกั่วเป็นพิษ

หากสงสัย ควรส่งโรงพยาบาล ถ้ามีอาการชัก ให้ฉีดไดอะซีแพม  ก่อนส่งมักจะวินิจฉัยโดยการตรวจดูระดับตะกั่วในเลือด(พบสูงกว่า 80 ไมโครกรัม/เลือด/100มล.) และในปัสสาวะ (พบสูงกว่า 1 มก./ปัสสาวะ 24 ชั่วโมง) สารคอโพรพอร์ไพริน (coproporphyrin)ในปัสสาวะจะมีค่าสูงกว่า 50 ไมโครกรัม/ปัสสาวะ100 มล.

การตรวจดูเม็ดเลือดแดง จะพบลักษณะที่เรียกว่า basophilic stipping การตรวจเอกซเรย์ อาจพบรอยทึบแสงของสาร ตะกั่วในลำไส้ และรอยสะสมของตะกั่วที่ปลายกระดูกแขนขา

การรักษา มักจะฉีดยาขับตะกั่ว ได้แก่ ไดเมอร์-แคปรอล (dimercaprol) เช่น บีเอแอล (BAL) ร่วมกับ แคลเซียมไดโซเดียมอีดีเทต (calcium disodium edetate) เช่น อีดีทีเอ (EDTA) เป็นเวลา 5-7 วัน

เมื่ออาการดีขึ้น ควรให้กินเพนิซิลลามีน (penicillamine) ต่ออีก 1-2 เดือน (ในผู้ใหญ่) หรือ 3-6 เดือน (ในเด็ก)

ผลการรักษา ถ้าไม่มีอาการทางสมอง ก็มักจะหาย เป็นปกติได้ แต่ถ้ามีอาการทางสมอง อาจมีอันตรายถึง ทุพพลภาพโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าพบในเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี อาจมีอัตราตายถึงร้อยละ 25

[Total: 1 Average: 5]